หน้าแรก
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
About Website
Lanna Gallery
                                           สถานที่
                     

เชียงใหม่เตรียมรับศึกเงี้ยว

ในปี พ.ศ. 2445 เมื่อพวกเงี้ยวก่อการกบฎเข้ายึดเมืองแพร่ไว้ได้ และได้ยกทัพมาล้อมลำปางไว้เพื่อจะยึดเป็นอันดับต่อไปนั้น ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการป้องกันอย่างแข็งแรงด้วย

เวลานั้นสมัยเจ้าอินทวโรรสเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้จัดเตรียมกำลังผู้คนไว้ป้องกันรักษาเมืองอย่างแข็งแรง ตามประตูเมืองทุกแห่งได้ขุดหลุมขวางระหว่างประตู เอาไม้ซุงและเสาขนาดใหญ่ลงปัก เอาดินถมระหว่างเสาซุง ทำมูลดินป้องกันการบุกของทัพเงี้ยว คงเหลือเพียงช่องทางคนเดินแคบ ๆ ไว้ ตามช่องโหว่ของกำแพงเมือง ใช้ไม้ไผ่สานเป็นตาแสง (ตาหมากรุก) กั้นป้องกันไว้

บรรดาข้าราชการคนสำคัญ ๆ ได้รับแจกปืนมัลริเคอร์คนละกระบอก พร้อมกับกระสุนคนละ 4-5 นัด เวลากลางคืนจัดสารวัตรอยู่เวรยามออกเดินตรวจ “คนอ้าง” (ราษฎรที่ถูกเกณฑ์มารักษาเมือง) ตามประตูเมืองจะมีคนคอยเฝ้ารักษาอยู่แห่งละ 20-30 คน อาวุธที่ใช้มีเพียงปืนแก๊ปแห่งละ 2-3 กระบอก นอกนั้นมีหอกดาบ หน้าไม้ มีดพร้า มีพก และไม้กระบอง

“บังเกอร์” ซึ่งสร้างขึ้นที่ถนนท่าแพตอนสะพานแม่ข่าจะเห็นเสาไม้เหลี่ยมขนาดใหญ่วางเรียงซ้อนกันขึ้นไปขวางถนนไว้ ทางซ้ายมือของบังเกอร์จะมีช่องทางคนเดินเข้าออก ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นราวสะพานแม่ข่าใกล้ ๆ กับช่องทางเดินนั้น ตัวสะพานแม่ข่าเวลานั้นสร้างด้วยไม้สักล้วน ในสมัยต่อมาสะพานไม้นี้ผุพัง จึงได้รื้อสร้างเป็นสะพานคอนกรีตดังที่ใช้กันในปัจจุบันนี้

ถนนท่าแพในอดีต

       ถนนท่าแพในอดีต ถ่ายจากสี่แยกอุปคุตไปทางทิศตะวันตก รั้วไม้ไผ่และป้ายที่เห็นทางซ้ายมือของภาพนี้คือ “ที่ทำการแขวงเมืองเชียงใหม่” หรือที่ว่าการอำเภอเมืองนั้นเอง สมัยก่อนตั้งอยู่ที่นี่ ตรงที่เป็นห้างหุ้นส่วนเหลี่ยวย่งง้วนในปัจจุบัน

ในสมัยก่อน ร้านค้าสองฟากถนนท่าแพตั้งแต่สี่แยกอุปคุตตลอดไป จนถึงบริเวณวัดแสนฝาง เจ้าของร้านค้าส่วนมากเป็นพ่อค้าชาวพม่าและชาวต่องซู่ เวลานั้นพ่อค้าชาวจีนยังมีน้อยมาก คนไทยหรือคนพื้นเมืองไม่มีเลย

ถ่อค้าชาวพม่าและต่องซู่เหล่านี้ เดินทางไปมาค้าขายระหว่างเมืองเชียงใหม่กับเมืองมะละแหม่งในประเทศพม่า โดยใช้ช้างหรือวัวต่างลาต่างบรรทุกสินค้า โดยผ่านเข้าออกทางด่านแม่สอด จังหวัดตาก

ขบวนแห่รับแขกเมืองคนสำคัญ

          การต้อนรับแขกเมืองคนสำคัญของเชียงใหม่ในอดีต นับว่าเอิกเกริกไม่เบา จัดขบวนฆ้องกลองเดินนำหน้าขบวนมีเจ้านายข้าราชการเดินตามแขกเมืองมีสัปทนต์ (กลด) กางกั้นมาด้วย

สี่แยกอุปคุต

สภาพสี่แยกอุปคุตในสมัยก่อน ถ่ายตรงมุมร้านศรีประเสริฐ ในภาพนี้จะเป็นป้อมตำรวจจราจรตั้งอยู่กลางถนน ฐานป้อมทำด้วยคอนกรีตยกพื้นสูง มีเสาโครงเหล็กสี่เสารับหลังคาคอนกรีตรูปฝาชีข้างบน เพื่อกันแดดกันฝนให้แก่ตำรวจจราจรที่อยู่ในป้อมนี้

บริเวณสี่แยกอุปคุตนี้ เป็นย่านการจราจรคับคั่งแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ เพราะเป็นที่ถนนสำคัญตัดผ่านกัน คือถนนท่าแพ ถนนวิชยานนท์ และถนนช้างคลาน ทางการจึงได้รื้อป้อมนี้ทิ้งไป แล้วนำเอาถังน้ำมัน 200 ลิตร บรรจุทรายมาตั้งแทน แต่มักจะถูกรถชนล้มอยู่เสมอ ต่อมาจึงได้ใช้สัญญาณไฟเขียวไฟแพงทั้งสี่มุมถนนตามแบบสากล ตอนแรก ๆ ที่นำมาติดตั้งนั้น เป็นชนิดที่ใช้ตำรวจจราจรควบคุมปิดเปิดไฟ ปรากฏว่าตำรวจขี้เกียจทำงานกลางแดด เลยแกล้งทำให้เครื่องเสียอยู่บ่อย ๆ ตัวเองจะได้มีเวลาไปที่อื่นหรือมีเวลาพัก ต่อมาจึงได้เปลี่ยนเป็นแบบอัตโนมัติซึ่งใช้กันมาจนทุกวันนี้

โฮงสาย

      
ทำการไปรษณีย์โทรเลขเชียงใหม่ในอดีต สมัยนั้นชาวบ้านเรียกกันง่าย ๆ ว่า “โฮงสาย” เพราะเป็นสถานที่ตั้งชุมสายโทรเลขและโทรศัพท์ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องใช้สายในการส่งข่าวสาร การส่งโทรเลขสมัยนั้นชาวบ้านเรียกว่า “ตีสาย” บางคนยังต่อสร้อยอีกว่า “ตีสายตะแล๊บแก๊บ” เพราะการส่งโทรเลขใช้เคาะเป็นรหัสสั้นยาว ชาวบ้านจึงเรียกตามเสียงที่ตนได้ยินนั้น

     โรงโปรษณีย์โทรเลข หรือ “โฮงสาย” โรงแรกของเชียงใหม่นั้น ตั้งอยู่ที่ถนนวิชยานนท์ปัจจุบันรื้อไปแล้ว ได้สร้างเป็นสุขศาลา แล้วจึงเปลี่ยนไปเป็นโรงพยาบาลเทศบาลในปัจจุบันนี้ ส่วนที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขได้ย้ายไปสร้างขึ้นใหม่เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก คือที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขแม่ปิงในปัจจุบันนี้นั่นเอง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2453

ตัวตะแล๊ปแก๊ป

ภายในอาคารที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเชียงใหม่สมัยก่อน มีเครื่องรับส่งโทรเลขที่ทันสมัย ตั้งเรียงรายอยู่หลายเครื่องดังในภาพนี้

ในปี พ.ศ.2412 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลไทยได้อนุญาตให้ มร.วิลเลียม เฮนรี่ รีด และ มร.วิลเลียม เปเตอร์สัน ชาวอังกฤษมีสิทธิพิเศษเต็มที่ตั้งบริษัทสำหรับการสร้างและปรับปรุงรักษา ทางสายโทรเลขตามหัวเมืองมณฑลต่าง ๆ ในราชอาณาจักรได้

แต่เมื่อ มร.วิลเลียม เฮนรี่ รีด ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตไปแล้ว ไม่สามารถดำเนินการได้ จนล่วงเลยไปถึง 6 ปี มร.วีลเลียม เฮนรี่ รีด กลับเข้ามาประเทศไทยอีก เพื่อยื่นเรื่องราวขอพระบรมราชานุญาติสร้างทางสายโทรเลขอีก แต่ไม่พระราชทานพระบรมราชานุญาต เพราะเป็นเวลาประจวบกับที่รัฐบาลไทยดำริตกลงสร้างทางสายโทรเลขขึ้นเอง มีอำนาจสิทธิขาดแต่เพียงผู้เดียว

ในปี พ.ศ.2418 รัฐบาลได้สร้างทางสายโทรเลขขึ้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงกลาโหมเป็นเจ้าหน้าที่ ใช้ตึกที่มุมส่วนพระราชอุทยาสราญรมย์เป็นที่ทำการโทรเลข

ใน พ.ศ. 2426 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมโทรเลขขึ้น จึงรับการโทรเลขจากกระทรวงกลาโหมมาทำ

เครื่องโทรเลขที่ใช้เวรนั้น ใช้เครื่องแบบซิมเพล็ก มอร์ส (Simplex Morse System)

เครื่องโทรเลขแบบนี้ เวลาเคาะจะเกิดเสียงดัง แต๊ก แต๊ก สั้น-ยาวตามระหัส ชาวบ้านจึงเรียกว่า เครื่องตะแล๊ปแก๊ปตามเสียงที่ตนได้ยิน

โรงเรียนยุพราช

        โรงเรียนยุพราชวิทยาลับ แต่เดิมตั้งอยู่ในบริเวณสวนในจวนสมุหเทศาภิบาลมณฑลพายัพจังหวัดเชียงใหม่ ตรงที่เป็นที่ทำการเทศบาลนครเชียงใหม่ เจดีย์กิ่วปัจจุบันนี้ โรงเรียนตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2442 ตั้งอยู่ที่นั่นได้ 2 ปี จึงได้ย้ายไปอยู่ที่โรงละครอินทวิชยานนท์ อดีตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (คือสถานที่เป็นโรงเรียนยุพราชฯ ในปัจจุบันนี้) แต่อยู่ที่นี่ได้เพียง 3 ปี ถึง พ.ศ.2447 จึงได้ย้ายไปอยู่ที่พระวิหารวัดเจดีย์หลวง ถึง พ.ศ.2448 ได้ย้ายไปอยู่ที่วิหารวัดพันเตา อยู่ที่นั่นได้อีกปีเศษถึง พ.ศ.2449 จึงย้ายไปอยู่ข้างวัดดวงดีด้านใต้ คือที่เลี้ยงช้างของเจ้าครองนคร ตรงที่เป็นศาลจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันนี้หลังจากต้องระเหเร่ร่อนอยู่ถึง 18 ปี จึงย้ายกลับมาปักหลักอยู่ที่โรงเรียนในปัจจุบันนี้

         ใน พ.ศ. 2448 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งพระยศเป็นสมเด็จพระยุพราช ได้ประพาสมณฑลพายัพ ในโอกาสนั้นได้เสด็จมาวางศิลาฤกษ์อาคาร “ตึกยุพราช” และพระราชทานนามแก่โรงเรียนว่า “โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย”

หลุกอันสุดท้ายในเชียงใหม

หลุกคือระหัดวิดน้ำ ซึ่งใช้วิดน้ำมาใช้ในการเกษตรของคนในภาคเหนือ ในสมัยโบราณที่ทำขึ้นจากความคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แบบง่าย ๆ แต่ประดิษฐ์ด้วยความชาญฉลาดเป็นเลิศที่สามารถเอาพลังธรรมชาติมาใช้ประโยชน์

ส่วนประกอบเกือบทั้งหมดของหลุกนี้ทำด้วยไม่ไผ่ มีเฉพาะแกนกลางเท่านั้น ที่ใช้ท่อนไม้แก่นเจาะสลักทำเป็นแกน มีซี่ไม้ไผ่ฝังจากแกนกลางนี้ออกไปรอบตัว ไปหากงล้อวงกลมรอบตัวหลุด เมื่อน้ำไลมาปะทะแผงไม้ไผ่รอบกงล้อนี้ จะพัดให้กงล้อหลุกหมุนไป แผงไม้ไผ่อันถัดไปจะถูกน้ำมาปะทะพัด ให้หลุกหมุนต่อ ๆ กันไปไม่มีที่สิ้นสุดตรงหน้าหลุกนี้ เขาจะเอาไม้ไผ่ปักเรียงชิดกันเป็นแนว เพื่อกั้นกระแสน้ำให้ไหลมาปะทะหลุกมากขึ้น กระแสน้ำตอนหลังหลุกจึงเชี่ยวจัด ทำให้หลุกหมุนเร็วขึ้น

ตามลำน้ำใหญ่ ๆ เช่น น้ำปิง วัง ยม น่าน จะเห็นหลุกนี้มีอยู่ทั่วไปสำหรับวิดน้ำมาใช้ทำสวนทำไร่ ตรงแผงที่กงล้อจะมีกระบอกไม้ไผ่ผูกติดไว้ด้วย สำหรับตัดน้ำขึ้นมาเทลงในลำราง ซึ่งทำด้วยกระบอกไม้ไผ่เช่นกัน น้ำไหลไปตามลำรางนี้เข้าสู่เรือสวนไร่นาต่อไป

หลุกที่เห็นในภาพนี้ นับว่าเป็นหลุกอันสุดท้ายที่ตั้งอยู่ย่านกลางใจเมืองเชียงใหม่ หลุกอันนี้ตั้งอยู่หน้าบ้านหลวงศรีประกาศ อดีตส.ส.และอดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่หลายสมัย

หลุกอันสุดท้ายนี้ เพิ่งเลิกใช้และรื้อทิ้งไปเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2นี่เอง เวลานี้ถ้าต้องการจะดู ก็เห็นจะต้องออกไปตามชนบทที่ไกลเมืองออกไป

ภาพนี้ได้มาจากหนังสือ National Geographic Magazine นับว่าเป็นภาพที่ถูกนำออกไปเผยแพร่ไปทั่วโลกมาแล้ว

ก่อนจะมาเป็นเป็นพระตำหนักภูพิงค์ฯ
ที่พักรับรอง ของบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่าที่ “ม่อนบวกห้า” บนดอยสุเทเชียงใหม่ ตรงที่สร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ในปัจจุบันนี้

ตรงบริเวณที่สร้างพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์นั้น ในสมัยนั้นก่อนมีบ้านพักอยู่ 2 หลัง หลังหนึ่เป็นเรือนพักรับรองสำหรับแขกของบริษัทมาพักผ่อน อีกหลังหนึ่งเป็นบ้านพักส่วนตัวของนายห้างคิวริเปอร์ อดีตผู้จัดการบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า สำหรับพักผ่อนในฤดูร้อน อากาศเย็นสบายดีมาก มองเห็นภูมิประเทศได้เกือบเรือบทิศ

ขัวเก่า

สะพานไม้สักข้ามน้ำแม่ปิงที่เห็นในภาพนี้สร้างโดยนายแพทย์ เอ็ม ชิค ซึ่งชาวเชียงใหม่ในสมัยนั้นเรียกว่า “พ่อเลี้ยงหมอชิค” สะพานนี้สร้างในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ค่ารับเหมาเป็นเงิน 30,000 รูปี เชื่อมระหว่างฝั่งตะวันออกตรงหน้าวัดเกตุการาม กับฝั่งตะวันตกตอนเหนือตลาดต้นลำไย ปัจจุบันคือสะพานจันทร์สมอนุสรณ์

เมื่อสร้างสะพานนวรัฐขึ้นในเวลาต่อมา เป็นสะพานข้ามน้ำปิงสะพานที่สอง ชาวบ้านจึงเรียกสะพานวัดเกตุนี้ว่า “ขัวเก่า” หมายถึงสะพานเก่านั่นเอง

สะพานนี้ถูกไม้ซุงจำนวนหลายพันท่อนไหลลอยน้ำปิงมาปะทะเมื่อฤดูน้ำหลากเมื่อปี พ.ศ.2475 เสาตอม่อตัวสะพาน ไม่สามารถจะต้านทานน้ำหนักของซุงจำนวนมหาศาลนี้ได้ จึงถึงแก่การทรุดพังจนต้องรื้อทิ้งในที่สุด

วาระสุดท้ายของ “ขัวเก่า”

    สะพานวัดเกตุหรือ “ขัวเก่า” ที่เชียงใหม่นายช่างฝรั่ง (สวมหมวกะโล่ใส่ทอปบู๊ตหุ้มน่องเดินเอามือไพล่หลัง) กำลังบงการให้คนงานรื้อสะพานวัดเกตุ ที่ถูกแพซุงกระแทกพังเมื่อ พ.ศ. 2475 เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้สะพานนี้

ภาพนี้อยู่บนสะพานถ่ายจากฝั่งวัดเกตุไปทางฝั่งตะวันตก ทิวไม้และต้นหมาก ต้นมะพร้าวที่เห็นลิบ ๆ ทางขวามือ คือบริเวณคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ อดีตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

สะพานรัชฎาภิเษก ลำปาง

สะพานนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2459 ในรัชกาลที่ 6 ข้ามแม่น้ำวังเชื่อมฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก มีตอม่อกลางน้ำอยู่ 3 แห่ง ตัวสะพานสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สองข้างตัวสะพานมีทางคนเดินสร้างด้วยไม้

สะพานนี้เคยถูกไม้ซุกจำนวนมาก ไหลมาปะทะตอม่อ ถึงกับทำให้ตัวสะพานร้าว

ศาลาผาลาด

ก่อนที่ครูบาศรีวิชัยจะสร้างทางขึ้นบนดอยสุเทพนั้น ประชาชนที่จะขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพหรือขึ้นไปเที่ยว จะไปได้โดยวิธีเดียวเท่านั้น คือการเดินย่ำด้วยเท้าจากเชิงดอยขึ้นไป ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ปีนป่ายไปตามทางลัดซึ่งลาดชัน

ระหว่างครึ่งทางก่อนที่จะถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ จะต้องเดินผ่านหอพระพุทธรูปแห่งนี้เสียก่อน หอพระพุทธรูปดังในภาพนี้ ตั้งอยู่ริมลำห้วยตรงผาลาด อยู่ตอนใต้สะพานผาลาดลงไปเล็กน้อย ปัจจุบันได้ถูกรื้อทำลายลงเสียแล้ว อย่างน่าเสียดาย คงเหลือแต่ทรากฐานคอนกรีตปรากฎให้เห็นอยู่บ้างเล็กน้อย

หอพระพุทธรูปนี้ เป็นศิลปกรรมฝีมือช่างชาวพม่า ซึ่งนิยมสร้างกันมากในสมัยของ “เจ้าชีวิตอ้าว” หรือพระเจ้ากาวิโรรส อดีตเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เข้าใจว่าสร้างในสมัยนั้น

พญานาค 7 เศียร

      ปูนปั้นพญานาค 7 เศียร เลื้อยทอดร่างชูเศียรเป็นสง่าอยู่ 2 ข้าง เชิงบันได้วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่นี้ ทำเป็นรูปพญานาคตัวยาวมหึมา คาบลำตัวของพญานาคน้อยทั้ง 7 ไว้ในปาก ทอดลำตัวยาวที่เต็มไปด้วยเกล็ดกระเบื้องเคลือบหลากสี พริ้วตัวเป็นลูกคลื่นไปตามขั้นบันได จากเบื้องล่างสู่บริเวณวัดข้างบน สองข้างบันไดมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ร่มรื่นมาก

จากความสวยงามของภาพปั้นนาค 7 เศียร ซึ่งสร้างขึ้นด้วยฝีมือปราณีตนี้เอง ทำให้นักทัศนาจรที่ขึ้นไปเที่ยว และนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ จึงพากันไปยืนถ่ายภาพของตนไว้เป็นที่ระลึก ทำให้เกิดมีอาชีพรับจ้างถ่ายรูปให้แก่คนที่ไปเที่ยว และปัจจุบันมีผู้ยึดอาชีพอยู่ที่เขิงบันไดนาค คอยถ่ายภาพนักท่องเที่ยว และผู้ที่ต้องการถ่ายภาพ ทำรายได้เป็นอย่างดี

นอกจากพวกช่างภาพเชิงบันไดนาคนี้แล้ว ยังมีพวกชาวเขา ซึ่งได้นำสินค้าของที่ระลึกของชาวเขา มาวางขายนักท่องเที่ยว ในราคาที่ไม่แพงอีกด้วย

เบื้องหลังบันไดนาคในอดีต

 บันไดนาคขึ้นสู่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่ในอดีตภาพนี้ถ่ายจากข้างบนลงไปบันไดนาคเดิมอันนี้ สร้างระหว่างประมาณ พ.ศ.2081-2100 โดยพระญาณมงคลโพธิเถร เดิมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดอโศการาม (วัดไทรยาย) จังหวัดลำพูน ต่อมาท่านได้มาจำพรรษาอยู่บนวัดพระธาตุดอยสุเทพ และเป็นผู้ดูแลรักษาพระบรมธาตุองค์นี้ ท่านได้เห็นใจบรรดาศรัทธาประชาชนที่ต้องทนทรมานสังขารปีนป่ายเขามาจากเชิงดอยข้างล่าง เมื่อมาถึงบนดอยแล้วยังจะต้องปีนป่ายขึ้นไปสู่วัดอีก แทนที่จะเดินอย่างสบายหายเหนื่อท่านพระครูญาณมงคลฯ พร้อมด้วยศรัทธาสานุศิษย์ จึงได้ช่วยกันทำบันไดจากฐานข้างล่างขึ้นไปสู่บริเวณวัดโดยใช้ก่ออิฐเรียงทำเป็นขั้นบันได สองข้างทางทำเป็นรูปนาคเศียรเดียวเพื่อความสวยงามและตามคตินิยมของคนในล้านนา มีขั้นบันไดรวมทั้งหมด 173 ขั้น ต่อมาบันไดนี้ได้ชำรุดหักพังไปตามกาลเวลา คณะกรรมการวัดพระธาตุ จึงได้รื้อออกแล้วบูรณะขึ้นใหม่และทำอย่างสวยงามดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ทุ่งไม้ซุง

แม่น้ำปิงนับเป็นเส้นโลหิตใหญ่ของชาวเชียงใหม่ทีเดียว ในฤดูแล้งน้ำในลำน้ำนี้จะแห้งเหือด จนบางตอนสามารถเดินข้ามไปมาได้ แต่พอถึงฤดูฝน น้ำจะไหลหลากลงมาทางตอนต้นน้ำ ทะลักเข้าท่วมทันไร่นาบ้านเรือนผู้คนที่อาศัยอยู่ริมลำน้ำทั้งสองผาก ทำความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเสมอทุกปี

ถอยหลังไปในอดีต ประชาชนชาวเชียงใหม่จะพบเห็นเป็นประจำ ในฤดูน้ำเหนือหลาด นั้นคือขบวนท่อนซุงไม้สักจำนวนเป็นหมื่น ๆ ท่อนซึ่งบริษัทที่ได้รับสัมปทานตัดไม้สักได้ตัดฟันและชักลากลงน้ำ ปล่อยให้ไหลมาเป็นแพกับสายน้ำลอยเปะปะลงมาปะทะติดค้างตามท้องน้ำ และตามริมตลิ่งดังในภาพนี้

ภาพขบวนแพซุงจำนวนมหึมาอย่างในภาพนี้ ปัจจุบันจะหาดูไม่ได้อีกแล้ว เพราะทรัพยากรอันมีค่าของชาติ ได้ถูกทำลายย่อยยับไปเกือบหมดสิ้นแล้ว