หน้าแรก
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
About Website
Lanna Gallery
                                          คมนาคม
                         
                 
 "เจ็ดแรงถ่อ"เรือหางแมงป่องหรือเรือสีดอ

         ลูกถ่อเรืองหางแมงป่องบางคนอาจต้องเปลือยกายถ่อเรืออย่างในภาพนี้ เนื่องจากการเดินทางรอนแรมไปกับเรือ เป็นเวลาหลายวันหลายสัปดาห์ บางครั้งท้องเรือติดทรายใต้น้ำ ก็ต้องลงเข็นหรือเข้าสู่ร่องน้ำ เมื่อเรือเดินผิดทางก็จะติดทรายอีก จนเสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่มีเวลาแห้ง เสื้อผ้าในสมัยก่อนไม่ได้หาง่าย ๆ นัก และมีอยู่คนละไม่กี่ชุด จึงต้องทนุถนอมเสื้อผ้าไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น

       อีกอย่างหนึ่ง คือ การที่ต้องแช่อยู่ในน้ำตลอดเวลานั้น มักเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากน้ำได้ง่าย เมื่อแล้วยากที่จะรักษาให้หายได้ การสวมเสื้อผ้าที่เปียกชื้นและทำงานหนัก ทำให้เหงื่อไกลหมักหมมอับชื้น จึงเกิดโรคได้ง่ายด้วย สู้เปลือยกายล่อนจ้อนอย่างนี้จะดีกว่า คนโดยสารสมัยก่อนก็ไม่เห็นจะสนใจกันด้วย

เจ็ดแรงถ่อ

       เรือหางแมงป่องหรือเรือสีดอซึ่งใช้เดินทางขึ้นล่องตามลำน้ำแม่ปิงในสมัยโบราณ ซึ่งปัจจุบันจะหาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ลักษณะของเรือมีดังนี้

        หัวเรือทำด้วยไม้ทั้งท่อน ด้านบนแบนเรียบตลอด ด้านล่างเป็นเหลี่ยมรูปจั่วแต่กลับเอาด้านแหลมลง ตอนบนของหัวเรือนนี้ยกเชิดสูงขึ้นนิดๆ สำหรับลูกถ่อขึ้นไปเหยีบพร้อมกับออกแรงถถีบ ส่งให้หัวเรือพุ่งไปข้างหน้า ตอนถัดจากหัวเรือนี้ไป เป็นลานไม้กระดานกว้างพอที่คนถ่อขึ้นไปยืนได้หลายๆคน โดยไม่เกะกะกีดขวางมทางกัน เมื่อลูกเรือเอาไม้ถ่อยันพื้นดินใต้น้ำแล้ว จะออกเดินพร้อมกับถีบเรือส่งให้พุ่งไปข้างหน้า เมื่อถ่อพ้นส่วนหัวเรือที่ยกสูงนั้นไปแล้ว จะเดินเลียบไปตามแคมหัวเรือ ไปจนสุดช่วงลานไม้กระดานนี้แล้ว จึงดึงเอาไม้ถ่อกลับขึ้นมาแล้วยกขวางลำเรือ ให้สูงพอพ้นหัวลูกถ่อคนถัดไปที่ถ่อตามคนแรกมานั้น จากนั้นก็เดินกลับไปตั้งต้นถ่อกันอีก วนเวียนเช่นนี้เรื่อยไป ถ้าเป็นเที่ยวขึ้น เรือต้องทวนกระแสน้ำเชี่ยว ลูกถ่อจะต้องออกแรงอย่างหนัก และต้องทำด้วยความรวดเร็ว มิฉะนั้นจะสู้แรงน้ำเชี่ยวไม่ไหว

         ตอนกลางลำเรือ ซึ่งเป็นส่วนที่กว้างที่สุดของเรือ คือที่สำหรับบรรทุกสัมภาระ มีหลังคาโค้งทำด้วยไม่ไผ่สานทาด้วยชัน เพื่อป้องกันแดดและฝนระหว่างทาง บนหลังคาเรือนี้ยังมีหลังคาเสริมอีกชั้น วางอยู่บนรางไม่ไผ่เหนือหลังคาล่าง หลังคาอันบนนี้สามารถดันเลื่อนออกมาได้เมื่อฝนตกหนัก เป็นการป้องกันฝนสาดเข้าไปยังห้องสัมภาระ ปกติหลังคาเลื่อนนี้จะเลื่อนเก็บซ้อนอยู่บนหลังคาล่างตลอดเวลา และเพื่อไม่ให้เกะกะลูกถ่อ

       ส่วนท้ายถัดจากห้องสัมภาระนี้ไป คือห้องโดยสารซึ่งทำยกพื้นสูงกว่าระดับห้องสัมภาระ หลังคาห้องโดยสารนี้ แยกออกต่างหากกับหลังห้องสัมภาระ และทำหลังคาสูงกว่าด้วย ผู้โดยสารจึงสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ทุกทิศทาง โดยไม่มีส่วนใดบังสายตา ทางด้านข้างมีหน้าต่างไม้กระดาน สามารถเลื่อนปิดเปิดได้ตามความต้องการ

        ถัดจากห้องโดยสารนี้ไป เป็นลานไม้กระดานท้ายเรือเช่นเดียวกับตอนหัวเรือ แต่ลานนี้มีระยะสั้นกว่าหัวเรือเล็กน้อย เพราะส่วนนี้ไม่มีความจำเป็น จะต้องใช้แรงถ่อมากกว่าส่วนหัว

         ตรงสุดของลานท้ายเรือนี้ เป็นที่นั่งของคนถือท้าย ซึ่งนั่งถือใบพายขนาดใหญ่คอยคัดท้ายเรือให้แล่นไปตามทิศทางที่ต้องการ ตนถือท้ายนี้ส่วนมากเป็นคนในวัยอาวุโส เพราะต้องเป็นคนชำนาญการเดินเรือและรู้ร่องน้ำได้ดี

       ส่วนปลายท้ายสุดของเรือ เป็นไม้ทั้งท่อนเช่นเดียวกับหัวเรือ ส่วนมากแบนและใหญ่กว่าเรือ เรือบางลำทำท้ายเรือเชิดสูงมาก และบากเป็นรูปปากฉลามจึงเรียกว่าเรือหาแมงป่อง แต่บางลำยกสูงพองามเท่านั้น

ล่องแก่งในอดีต

        พาหนะทางน้ำซึ่งใช้ขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ในสมัยโบราณ คือ การเดินทางโดยเรือหาแมงป่อง ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เมืองระแหง หรือเมืองตาก ระหว่างทางที่เรือขึ้นล่องในลำน้ำแม่ปิงนั้น ต้องผ่านเกาะแก่งน้อยใหญ่หลายสิบแห่ง เพราะทางน้ำบางตอนตัดผ่านเข้าไปในเทือกเขาแคบ กระแสน้ำจึงไหลเชี่ยวจัดใต้น้ำยังมีโขดหินแหลมคม ท้องเรือจะกระแทกกับหินใต้น้ำ หากสร้างเรือไม่แข็งแรงหรือคนเรือแพไม่ชำนาญทางจะทำให้เรือได้รับอันตรายได้

เครื่องบินเครื่องแรกที่บินจากกรุงเทพฯ

เป็นเครื่องบินเครื่องยนต์เดียวปีกสองชั้นสองที่นั่ง แบบเบรเก้ของกรมอากาศยานบินลงมาเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2477 เครื่องบินมาพักอยู่ที่เชียงใหม่ 7 วัน จึงกลับกรุงเทพฯ มีประชาชนหลั่งไหลไปดูเครื่องบินกันอย่างมือฟ้ามัวดิน เนื่องจากบริเวณสนามบินเชียงใหม่เป็นที่ดอนกันดารน้ำ มีคนหาบน้ำใส่กระป๋องเดินเร่ขายให้แก่คนที่ไปดูเครื่องบินซึ่งต้อนทนตากแดดคอแห้งทำรายได้ดีมากต่อมาอีกไม่นาน ก็ได้มีเครื่องบินมาลงรุ่นที่สอง คราวนี้เป็นเครื่องบินแบบแอร์โรว์ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนทดลองขึ้นบินโดยสาร โดยเก็บค่าโดยสารเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับบำรุงการกุศล มีคุณอุดหนุนขึ้นบินกันอย่างคับคั่ง เครื่องบินได้ผู้โดยสารขึ้นบินวนเวียนชมภูมิประเทศรอบ ๆ ตัวเมืองเชียงใหม่ครั้งละไม่เกิน 5 นาที

เครื่องบินสมัยนั้นเป็นเครื่องบินปีกสอบชั้นมีเพียง 2 ที่นั่ง รับผู้โดยสารเที่ยวละ 1 คน ผู้โดยสารต้องปีนขึ้นไปนั่งบนที่นั่งของนักบินที่ 2 ซึ่งอยู่ตอนหลังของนักบิน และต้องสวมหมวกหนังใส่แว่นตาโตป้องกันลม มีสายรัดคางอย่างมิดชิด เวลานั่งแล้วศีรษะจะโผล่พ้นลำตัวเครื่องบินออกมา ใบหน้าจะปะทะลมอยู่ตลอดเวลาเพราะ ไม่มีประทุนกระจกฝาครอบ

สนามบินเชียงใหม่เวลานั้น เป็นทุ่งหญ้าโล่ง ๆ เต็มไปด้วยหญ้าเจ้าชู้เพียงแต่ปราบพื้นที่บริเวณแนวทางวิ่งขึ้นลงให้เรียบเท่านั้น เวลาบินขึ้นบินลงแต่ละครั้งฝุ่นคลุ้งตลบ

เครื่องบินในภาพนี้ เป็นเครื่องบินที่มาลงสนามบินเชียงใหม่ในสมัยแรก ซึ่งประชาชนชาวเชียงใหม่ร่วมกันบริจาคซื้อให้แก่กองทัพอากาศสมัยนั้น ตามลำตัวและตามปีก จะมีลายเซ็นชื่อของเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เซ็นไว้ เป็นที่ระลึกบอกให้ทราบว่าเครื่องบินเครื่องนี้เคยมาลงที่เชียงใหม่

ไปดอยสุเทพในอดีต

จากหนังสือ “อนุบาลรำลึก” ซึ่งพิมพ์แจกในงานศพของตนเองนั้น พระยาอนุบาลพายัพกิจ อดีตข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงใหม่ได้เขียนบันทึกไว้ว่า

“ระหว่างที่สมเด็จพระวัสสามาตุจฉาเจ้า เสด็จมาเยือนเชียงใหม่นั้น วันหนึ่งพระองค์เสด็จขึ้นไปนมันสการพระบรมธาตุดอยสุเทพโดยทรงเก้าอี้หาม เจ้าหน้าที่หามเก้าอี้มี 4 คน เริ่มด้วยการเสด็จจากที่ประทับโดยรถยนต์พระที่นั่งไปทางถนนผ่านประตูสวนดอก ถึงเชิงดอยแล้วประทับเก้าอี้หาม จากต้นทางใกล้ ๆ กับบ้านพักของตระกูลนิมมานเหมินทร์ เส้นทางขึ้นดอยผ่านผาลาดจนถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพ เมื่อทรงนมัสการพระบรมธาตุแล้ว เสด็จไปประทับเสวยพระกายาหารกลางวันที่พลับพลาม่อนจ๊อกป๊อก ซึ่งเดิมเป็นของพระองค์เจ้าบวรเดช แล้วตกมาเป็นของเจ้าแก้วนวรัฐ จากพลับพลาได้เสด็จไปทอดพระเนตรดอยอินทนนท์ที่แหลมสน วันนั้นอากาศดีมาก มองเห็นดอยอินทนนท์ได้อย่างชัดเจน จากนั้นเสด็จลงดอยโดยเก้าอี้หาม กลับถึงที่ประทับในเวียงเชียงใหม่ตามเส้นทางเดิม

การนำเสด็จขึ้นไปครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง ที่ต้องรับหน้าที่คุมเก้าอี้หาม ในสมัยนั้นข้าราชการที่มีหน้าที่รับเสด็จต้องแต่งกายให้เรียบร้อย เช่นเดียวกับปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ คือนุ่งผ้าม่วง (โจงกระเบน) สวมเสื้อขาวคอตั้งกระดุมห้าเม็ด ติดอินทรธนู สวมถุงเท้ารองเท้าอย่างไปทำงาน เดินตามเสด็จไปตามทางลาดชันของภูเขา ซึ่งขณะนั้นเป็นทางที่ถากถางเตรียมรับเสด็จตามคำสั่งของข้าพเจ้า ยังไม่มีถนนอย่างเช่นทุกวันนี้

ท่านลองคิดดูก็แล้วกัน การแต่งกายแบบนี้เดินขึ้นดอย จะสะดวกสบายอย่างไรบ้าง แต่ด้วยพระบาระมีปกเกล้าฯ ข้าพเจ้าก็ได้ถวายการนำทางด้วยความรู้สึกในเกียรติและความภาคภูมใจ”

น่าเสียดายที่ฟิล์มต้นฉบับภาพนี้ถ่ายออกมาบางมาก แต่หารูปอื่นที่ชัดเจนกว่านี้ยังไม่ได้ จึงนำมาลงให้ดูกัน

แพบรรทุกรถ

      แพไม้ไผ่บรรทุกรถลากไม้ และแพบรรทุกเทรลเลอร์รถลากไม้ (แพกลาง) กับแพรถบรรทุกของ ๆ บริษัทบอมเบย์ เบอร์ม่า ซึ่งได้รับสัปทานการทำไม้สักในจังหวัดภาคเหนือ กำลังนำรถลากไม้บรรทุกแพข้ามลำน้ำ เพื่อเข้าไปชักลากไม้ในป่า

        เทรลอลอร์รถบรรทุกในสมัยโบราณเหล่านี้ ตัวเชสซีทำด้วยเหล็กล้วนแข็งแรงมาก เพราะต้องใช้งานสมบุกสมบันตลอดเวลามีล้อเล็ก ๆ สำหรับใช้ค้ำรับน้ำหนักบรรทุกติดอยู่ใต้ท้องด้วย เวลานำไปวิ่งใช้งานก็พับล้อเล็กนี้เข้าไปใต้ท้อง เวลาจอดก็กางล้อออกมาค้ำ

รถยนต์คันแรกในเชียงใหม

 

รถยนต์คันแรกในเชียงใหม่ เป็นรถยนต์ฝรั่งเศสยี่ห้อ เดอ เดียง บุตอง ของพระยาเจริญราชไมตรี (จำนง อมาตยกุล) ข้าหลวงพิเศษ ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้พิพากษาศาลจังหวัดภาคเหนือ เทียบเท่ากับตำแหน่งข้าหลวงยุติธรรมหรืออธิบดีผู้พิพากษาในปัจจุบันนั่นเอง

นอกจากจะเป็นคนแรกที่นำเอารถยนต์ขึ้นมาใช้ในเชียงใหม่แล้ว พระยาเจริญราชไมตรียังได้ชื่อว่า ท่านนำเอาวิชาการถ่ายรูปมาใช้ในเชียงใหม่เป็นคนแรกอีกด้วย ท่านผู้นี้เองที่ได้ถ่ายทอดวิชาถ่ายรูปให้แก่หลวงอนุสารสุนทร

รถยนต์คันที่สองของเชียงใหม่เป็นของเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ คันที่สามเป็นของหลวงอนุสารสนุทร รถคันที่สามนี้ปัจจุบันยังอยู่ในสภาพดี สามารถติดเครื่องยนต์นำออกวิ่งได้

ช้างบรรทุกของ

ในสมัยโบราณ ช้างนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตคนไทยมาก ถึงกับมีการใช้รูปช้างเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย นับแต่การใช้ช้างเข้าทำศึก ดังปรากฎในประวัติศาสตร์ชาติไทยสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และสมเด็จพระนรเศวร ขณะเดียวกัน ช้างเป็นชนวนก่อเหุตสงครามระหว่างประเทศไทย ในศึกชิงช้างเผือกสมัยพระมหาจักรพรรดิ์

นอกจากชาวไทยจะใช้ช้างในการทำศึกสงครามแล้ว ยังได้ใช้ช้างทำประโยชน์ในด้านคมนาคมระหว่างเมืองไกล ๆ อีกด้วย เพราะช้างสามารถบรรทุกของได้มากและเดินทางได้เร็วใช้งานได้ทุกสภาพภูมิประเทศและกาลเวลา

      ช้างเป็นพาหนะบรรทุกสินค้าสัมภาระ ช้างที่นำมาใช้งานนี้ได้รับการฝึกมาแล้วเป็นอย่างดี ภาพนี้ถ่าย ณ สถานที่แห่งหนึ่งในอำเภอฝางประมาณ พ.ศ. 2430-2435

พิธีลงจอบแรก

เมื่อครั้งพระองค์เจ้าบวรเดชทรงเป็นอุปราชมณฑลพายัพ ราว พ.ศ. 2460 พระองค์เคยให้เจ้าหน้าที่กรมทางหลวง มาสำรวจแนวทางเพื่อสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ นายช่างมาสำรวจแล้วคำนวณค่าก่อสร้างไว้ประมาณ 200,000 บาท แต่รัฐบาลไม่มีเงินงบประมาณให้ โครงการสร้างถนนนี้เป็นอันระงับไป

ต่อมาเมื่อหลวงศรีประกาศ ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดเชียงใหม่ ทำดำริว่าจะนำไฟฟ้าขึ้นไปใช้บนวัดพระธาตุสุเทพ ท่านได้ปรึกษากับศรัทธาผู้ใหญ่หลายท่าน หลายคนมีความเห็นว่า ให้ลองนิมนต์ครูบาศรีวิชัยมาเป็นหัวหน้างานคงสำเร็จ เมื่อหลวงศรีประกาศไปหาครูบาศรีวิชัย ท่านได้นั่งอธิษฐานดูแล้วบอกว่าทำถนนขึ้นไปบนดอย จะง่ายกว่าเอาไฟฟ้าขึ้นไปและไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ เพราะแม้แต่รัฐบาลเองก็ทำไม่ได้

แต่ครูบาศรีวิชัยท่านทำได้สำเร็จในเวลาต่อมา โดยท่านได้กำหนดวันทำพิธีบุกเบิกกรุยทางขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 เวลา 10.00 น.

เมื่อถึงเวลาฤกษ์ เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้น เป็นผู้ลงจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ ตรงทางที่จะขึ้นไปสู่โรงสีห้วยแก้ว (ปัจจุบันโรงสีนี้รื้อไปแล้ว ตัวโรงสีใช้กระแสน้ำตกห้วยแก้วเป็นพลังงาน) ระยะทางขึ้นดอยทั้งหมดรวม 12 กิโลเมตร ครูบาศรีวิชัยใช้เวลาสร้างรวม 5 เดือน 22 วัน รถยนต์สามารถวิ่งได้ตลอด ถนนสายนี้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2478 ทางการใช้ชื่อถนนสายนี้ว่า “ถนนศรีวิชัย” เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ครูบาศรีวิชัย

ลาแล้วเวียงพิงค

ขบวนการคาราวานเรือหางแมงป่องบรรทุกสินค้า กำลังออกเดินทางจากเชียงใหม่เพื่อจะไปยังเมืองระแหงหรือเมืองตาก ซึ่งเป็นด่านแรก ที่จะต่อไปยังปากน้ำโพและกรุงเทพฯ

การเดินทางโดยเรือหางแม่ป่อง ตามลำน้ำปิงในสมัยโบราณแต่ละครั้งนั้น ต้องไปกันเป็นขบวนมโหฬาร เนื่องจากสินค้าที่จะนำไปขายแต่ละครั้ง มีจำนวนมากซึ่งต้องใช้เรือหลายลำบรรทุกไป และเพื่อความปลอดภัยจากการถูกดักปล้อนระหว่างทาง กับทั้งเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย ซึ่งมีอยู่ชุกชมตามป่าในเวลานั้นอีกด้วยเพราะในเวลากลางคืน คนในแพจะออกมาตั้งแคมป์พักนอนอยู่บนฝั่งนอกจากนั้นยังจะได้คอยช่วยเหลือฉุกลากเรือ ซึ่งอาจติดตามเกาะแก่งอีกด้วย