![]() |
||||||||||||||||||||||


เจ้านาย

"เจ้าแก้วนวรัฐ" เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ อันดับ 9
เจ้าชีวิตอ้าว
พระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ อันดับ 6 สามัญชนเรียกกว่า “เจ้าชีวิตอ้าว” พระเจ้ากาวิโรรส ฯ เป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากพระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ อันดับ 1 ระหว่างที่พระเจ้ากาวิโรรสดำรงตำแหน่งผู้ครอบนครเชียงใหม่นั้น ได้มีการเปลี่นแปลงขึ้นในบ้านเมืองหลายอย่าง เช่นได้มีคณะมิชชันนารีนำคริสตศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในภาคเหนือเป็นครั้งแรก ได้มีการจัดการปกครองบ้านเมืองตามแบบใหม่ ซึ่งเคยมีมาก่อน โดยก่อนหน้านั้นการปกครองบ้านเมืองทางเหนือ เจ้านายมีสิทธิขาดที่จะจัดการปกครอง ลงโทษแก่ผู้กระทำผิดได้โดยเป็นผู้วินิจฉัยและจัดการลงโทษเอง ไม่ต้องร้องเรียนไปทางกรุงเทพฯ
เมื่อพระเจ้ากาวิโรรสฯ ได้ปกครองบ้านเมืองแล้ว ได้จัดตั้งข้อบัญญัติสำหรับการพิจารณาพิพากษาคดีความ ณ เค้าสนามหลวงอนุสรณ์อย่างหนึ่งของพระองค์ท่านคือ โปรดให้หล่อระฆังใบใหญ่ขึ้น โดยใช้ทองหนักสองล้านเก้าหมื่นห้าพันหกร้อยตำลึงขึ้นใบหนึ่ง เมื่อปีพ.ศ. 2403 เมื่อหล่อเสร็จแล้วจึงนำขึ้นไปไว้ที่บนวันพระธาตุดอยสุเทพ คือระฆังใบใหญ่ที่สุดซึ่งแขวนอยู่ที่ลานนอกพระวิหาร วัดพระบรมธาตุสุเทพในปัจจุบันนั่นเอง
พระเจ้าอินทวิชยานนท์
พระเจ้าอินทวิชยานนท์ ฯ หรือเจ้าหลวงตาขาว เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ที่ 7 ผู้ริเริ่มการนาฎศิลป์ไว้เป็นแบบฉบับที่ใช้กับอยู่ทั่ว ๆ ไปในล้านนา โดยการจัดหาสาว ๆ ตามบ้านนอกมาฝึกหัดเป็นนางละครในคุ้มเป็นครั้งแรก
พระธิดาของพระองค์ คือ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงถ่ายทอดวิชานาฎศิลป์ไปจากพระองค์ จนมีความเชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยม
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ อันดับ 8 โอรศ่ของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และเป็นพระเชษฐาของเจ้าแก้วนวรัฐผู้ครองนครเชียงใหม่ อันดับ 9 กับพระราชชายา เจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ 5
เหตุการณ์สำคัญในสมัยของพระองค์คือกบฏเงี้ยวยึดเมืองแพร่ และกบฎพญาผาบยกพวกจากอำเภอสันทรายจะเข้ามาตีเมืองเชียงใหม่
เจ้าแก้วนวรัฐฯ
เจ้าแก้วนวรัฐ ฯ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ อันดับ 9 องค์สุดท้ายเนื่องจากหลังจากนี้ทางรัฐบาลได้ยุบเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครงนคร เหตุการณ์สำคัญในสมัยของเจ้าแก้วนวรัฐคือ ในสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ฯ โปรดให้เจ้าแก้วนวรัฐคุมราษฎรชาวเชียงใหม่-ลำพูนประมาณ 300 ครัวเรือน ขึ้นไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองเชียงแสน ซึ่งในสมัยนั้นเชียงแนสเป็นเมืองร้างได้รับมอบหมายหน้าที่เป็นแม่กองนำกำลังไปปราบพญาผาบ และคุมกำลังไปสกัดกบฎเงี้ยวที่ยึดเมืองแพร่ มิให้ถอยหนีไปทางจังหวัดเชียงรายนอกจากนี้ยังเป็นแม่กองสร้างถนนสายต่าง ๆ ในเชียงใหม่ เชื่อมกับอำเภอรอบนอกที่สำคัญคือ มีส่วนร่วมในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ โดยท่านเป็นผู้ขุดจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์
เจ้าแก้วนวรัฐกับครอบครัว

ภาพนี้ถ่ายที่หน้าคุ้มเจ้าราชบุตร (ตลาดนวรัฐในปัจจุบัน) ถนนวิชานนท์ เชียงใหม่
แถวบนจากซ้ายไปขวา : เจ้าราชภาคินัย สามีเจ้าบัวทิพย์ เจ้าอินทนน์ บุตร,เจ้าราชบุตร (วงษ์ตวัน) บุตร, เจ้าพงษ์อินทร์ บุตร, เจ้ากาวิละวงศ์ สามีเจ้าศิริประกาย
แถวกลาง : เจ้าสุคันธา ภรรยาเจ้าอินทนนท์ กับบุตร, เจ้าบัวทิพย์ บุตรี, เจ้าแก้วนวรัฐฯ, เจ้าศิริประกาย บุตรี, เจ้าภัทรา ภรรยาเจ้าราชบุตร
แถวล่าง : เจ้าพงษ์กาวิล บุตรเจ้ากาวิละวงศ์กับเจ้าศิริประกาย, เจ้าศิริกาวิล บุตร เจ้ากาวิละวงศ์กับเจ้าศิริประกาย, เจ้าวงจันทร์ บุตรีเจ้าราชบุตรกับบุตร, เจ้าระวิพันธ บุตรีเจ้าราชบุตร
ร.6 ประพาสเชียงใหม่
ริ้วขบวนแห่รับเสด็จ ฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่องครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระยุพราช ซึ่งเสด็จประพาสเชียงใหม่หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรในจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัดในมณฑลพายัพมาแล้วเมื่อ พ.ศ. 2449
การที่สมเด็จพระยุพราชภาคเหนือครั้งนี้ ก็โดยพระบารมีของพระราชชายา เจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ 5 ซึ่งกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น แม้จะเป็นข้าขอบขัณฑสีมาเดียวกันกับพระนคร แต่ก็ได้ถูกทอดทิ้งมานานแล้ว เนื่องจากเป็นบ้านเมืองที่อยู่ห่างไกลมาก จึงไม่ค่อยมีเจ้านายต่างพระเนตรพระกรรณไปเยี่ยมเยียน อาจทำให้หัวเมืองเหล่านี้เกิดความว้าเหว่ เพระระยะนั้นเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ มีความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศอยู่ ประเทศต่าง ๆ รอบด้านต้องตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจ หากทอดทิ้งหัวเมืองไกล ๆ เหล่านี้ไปอาจจเป็นผลร้ายแก่บ้านเมืองได้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยุพราชเป็นตัวแทนต่าง พระองค์เสด็จเยี่ยมพสกนิกรในหัวเมืองฝ่ายเหนือ และพรองค์เองก็มีพระราชประสงค์จะเสด็จประพาสมณฑลพายัพ เมื่อทางรถไปสร้างเสร็จแล้ว
ร 6 ทรงวางศิลาฤกษ์ ร.ร.ปรินส์
นับแต่ที่ ดร.แมคกิลวารีฝรั่งคนแรกที่เดินทางเผยแพร่ศาสนาที่เชียงใหม่ ได้แล้วประมาณ 20 ปีโรงเรียนชายหลังแรกในเชียงใหม่ก็กำเนิดขึ้นมา โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นบริเวณเหนือที่ทำการเทศบาลนครเชียงใหม่ปัจจุบัน ผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก คือ ศท. และมิซิส ดี.เจ.คอลลินส์ โดยตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. 2430 (ค.ส.1887) เรียกชื่อโรงเรียนว่า “โรงเรียนชายวังสิงห์คำ” ตามชื่อหมู่บ้าน
ในปี 2442 (ค.ศ. 1899) ศท. คอลลินส์ได้ลาออกไปทำงานแผนกโรงพิมพ์ซึ่งตั้งดำเนินงานอยู่ในบริเวณโรงเรียนนั้นเอง ดร.วิลเลี่ยม แฮริสได้ดำเนินงานโรงเรียนสืบแทน ดร.แฮริสและภรรยาของท่านซึ่งเป็นบุตรสาวของ ดร.แมคกิลวารีมองเห็นการณ์ไกล จึงได้ย้ายโรงเรียนชายบ้านวังสิงห์คำไปตั้งอยู่ใหม่ที่บ้านหนอเส้ง ถนนแก้วนวรัฐ ต.วัดเกตุ ฝรั่งตรงข้ามกับโรงเรียนเดิม ส่วนที่ดินของโรงเรียนเดิมก็ใช้เป็นโรงพิมพ์ต่อไป
เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 (คศ. 1906) สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ องค์สมเด็จพระยุพราชแห่งราชวงศ์จักรีได้เสด็จพระประพาสเชียงใหม่ ทรงพระกรุณาวางศิลาฤกษ์อาคารโรงเรียนชายที่ย้ายมาใหม่นี้ ทรงพระราชทานนามอันเป็นมงคลแก่โรงเรียนว่า The Prince Royal’s College ซึ่งแปลว่า “โรงเรียนของสมเด็จพระยุพราช”
กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ
กู่หรือที่บรรจุเจ้านายฝ่ายเหนือ นับตั้งแต่พระเจ้ากาวิละ ต้นตระกูล ณ เชียงใหม่เป็นต้นมารวมทั้งพระเจ้าผู้ครองนครและเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงรวบรวมจากที่ต่าง ๆ มาบรรจุรวมกันไว้ในที่แห่งเดียวกันเพื่อให้สมเกียรติ และเพื่อความสวยงามเป็นระเบียบอยู่ในบริเวณวัดสวนดอกเชียงใหม่