หน้าแรก
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
About Website
Lanna Gallery

                         เรื่องเล่าจากล้านนา
                          

          แม่ญิงสมัยก่อนจะใช้ผ้าขาวสะพายไหล่เรียกว่า"ผ้าสะหว้ายแหล้ง"

 
          นับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ ทางสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี เมื่อ พ.ศ. 2325 ทรงโปรดเกล้าให้สร้างพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนที่ประทับของพระประยูรญาติ และโปรดฯให้เสนาบดีชั้นผู้ใหญ่สร้างบ้านเรือนอยู่โดยรอบพระบรมมหาราชวัง ส่วนข้าราชการขั้นผู้น้อยและราษฎรก็ตั้งบ้านเรือนอยู่โดยรอบพระบรมมหาราชวัง ส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อยและราษฎรก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ถัดมาเป็นชั้น ๆ บ้างอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็กตามตำบลต่าง ๆ จนอุ่นหนาฝาคั่งขึ้นตามลำดับ เมื่อเสนาบดีชุดเก่า ๆ ล่วงลับไปผู้เป็นเสนาบดีใหม่ ก็ไปสร้างบ้านเรือนของตนห่างจากพระราชวังออกไป บ้านเรือนราษฎรและข้าราชบริพารชั้นผู้น้อย ก็พลอยติดตามออกไปตั้งเป็นหมู่ ๆ ตามไปด้วย พระมหานครจึงมีอาณาบริเวณกว้างขวางขึ้น ขยายตัวออกไปตามกาลสมัยเป็นลำดับ

        การไปมาระหว่างกรุงเทพ กับหัวเมืองในพระราชอาณาเขตสมัยนั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะการมีคมนาคมมีแต่ทางเกวียน ทางม้าต่าง โคต่าง หรือช้างและทางเดินเท้า เมืองที่อยู่ใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานครเท่านั้น ที่พอจะไปมาหาสู่กันได้สะดวก เมืองที่อยู่ไกลออกไป ต้องใช้เวลาติดต่อกันเป็นแรมสัปดาห์ หรือแรมเดือนทีเดียว

        สำหรับเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้แม่น้ำสายใหญ่หรือทะเล ออกจะได้เปรียบกว่าเมืองที่อยู่ไกลแม่น้ำหรือทะเล ที่จะใช้เป็นเส้นทางคมนาคมไปมากับพระมหานคร

      
ในสมัยนั้นการคมนาคมทางน้ำ นับว่ามีความสำคัญอยู่มาก การค้าขาย และการติดต่ออื่น ๆ ระหว่างกรุงเทพมหานครกับหัวเมืองไกล ๆ ย่อมสะดวกและรวดเร็ว กว่าเมืองที่อยู่ห่างเส้นทางคมนาคมทางน้ำเป็นธรรมดา

     
นี่เป็นเรื่องราวของล้านนาไทยในอดีตโดยเฉพาะ จึงไม่ขอกล่าวถึงท้องถิ่นภาคอื่น เพราะได้มีผู้เขียนหลายท่านได้เขียนบรรยายไว้โดยละเอียดแล้วในที่อื่น

       จึงจะขอกล่าวถึงการคมนาคมระหว่างกรุงเทพมหานครกับหัวเมืองฝ่ายเหนือโดยเฉพาะ “ล้านนาไทย” นี้เท่านั้น

     การเดินทางระหว่างกรุงเทพมหานครกับหัวเมืองเหนือในสมัยโบราณ อาศัยเส้นทางค้าขายทางบก หรือทางเดินทัพกันเพียงเดียวเท่านั้น เพราะมีการใช้เป็นประจำระหว่างตำบลต่อตำบล เมืองต่อเมือง ซึ่งหากจะเดินทางในระยะไกล ก็ต้องเดินด้วยเท้า หรือใช้ม้า ใช้เกวียน ใช้ช้าง หรือสัตว์พาหะอื่น ๆ รอนแรมกันเป็นเดือน ๆ ต้องเตรียมเสบียงอาหาร เครื่องอุปโภค บริโภคอื่น ๆ ไว้ ล่วงหน้าให้พร้อมเสียก่อน

           
เส้นทางคมนาคมอีกทางหนึ่งคือการสัญจรทางน้ำ แม้จะไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายเนื่องจากต้องเสี่ยงอันตรายจากภัยธรรมชาติ หรือจากสัตว์ร้ายอีกทั้งต้องเสี่ยงค่าใช้จ่ายสูง แต่นับว่ามีความสะดวกกว่าทางบก เพราะสามารถแบ่งเบาภาระในเรื่องสัตว์พาหนะที่ใช้ในการลำเลียงบรรทุกสิ่งของ ละจำนวนคนที่ใช้หาบหามยังสามารถย่นระยะเวลา กว่าการเดินทางโดยทางบกไปไม่ได้มากพอควร

        ทางสัญจรทางน้ำในสมัยโบราณ ที่ใช้กันมากที่สุดคือการสัญจรทางเรืองตามลำน้ำแม่ปิงซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ และไปสิ้นสุดเมื่อรวมกับแควที่สำคัญ ๆ อื่น ๆ อีกหลายแควที่ปาน้ำโพในจังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นจึงกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านเมืองสำคัญ ๆ หลายเมือง แล้วจึงลงสู่ทะเลตามลำดับ

          การสัญจรทางเรือตามลำน้ำปิงในสมัยโบราณระหว่างกรุงเทพมหานครไปยังภาคเหนือ โดยเฉพาะการเดินทางไปเชียงใหม่นั้นมีพาหนะอยู่ 2 ชนิด คือใช้แพไม้ไผ่ และใช้เรือแม่ปะหรือเรือหางแมงป่อง บางท้องที่เรียกว่า เรือสะดอ หรือเรือสีดอ เป็นเรือต่อด้วยไม้สักขนาดใหญ่กว่างประมาณ 2 เมตรเศษ ยาวประมาณ 15 เมตร หัวและท้ายเป็นไม้กระดานเชิดสูง ทางตอนท้ายงอนสูงกว่าตอนหัว มีประทุนสายด้วยไม่ไผ่คลุมอยู่ตอนส่วนกลางของลำเรือ เป็นที่กำลังฝนและแดดให้แก่ผู้โดยสาร แรงงานที่ทำให้เรือสามารถเคลื่อนไหวไปได้ ก็อาศัยแรงคนค้ำถ่อกับกระแสน้ำช่วยพัดพาไป ส่วนการบังคับทิศทางให้เรือหันเหไปตามความต้องการนั้น นอกจากอาศัยคนค้ำถ่อ ซึ่งยืนประจำอยู่ทางตอนหัวและท้ายเรือแล้ว ต้องอาศัยคนคอยถือพายคัดท้ายอีกคนหนึ่ง ซึ่งถือใบพายขนาดใหญ่คอยบังคับทิศทางให้แก่เรือด้วย พนักงานประจำเรือทั้งสองหน้าที่น้ำ จึงมีความสำคัญมากทีเดียว

                          
                       
  ขบวนเรือหางแมงป่องที่ท่าวัดเกตูในสมัยก่อน

            การเดินทางโดยเรือหางแมงป่องน้ำ มีจุดเริ่มต้นหรือปลายทางที่จังวัดตากกับจังหวัดเชียงหม่ สุดแล้วแต่เป็นการ “ไป” หรือ “มา” กำหนดระยะเวลาในการเดินทางไม่เหมือนกัน เพราะการ “ล่อง” ตามกระแสน้ำย่อมเร็วกว่าตอน “ขึ้น” ทวนน้ำ นอกจากนั้นก็สุดแล้วแต่ฤดูกาลด้วย ถ้าเป็นการเดินทางในฤดูน้ำมากย่อมรวดเร็วขึ้น ถ้าฤดูไหนน้ำแห้งขอด ย่อมล่าช้าเป็นธรรม ประกอบกับกระแสน้ำลดลงแล้วยังมีเกาะแก่งก้อนหิน โผล่เกะกะกีดขวางทางน้ำ และเป็นอันตรายต่อเรือแพอีกด้วย จึงต้องอาศัยคนเรือหรือคนแพที่ชำนาญงานจริงๆและผ่านประสบการณ์มามากแล้วเท่านั้น จึงสามารถนำเรือแพในความรับผิดชอบของตน บรรลุถึงที่หมายได้โดยสวัสดิภาพ

           บางครั้งการเดินทางด้วยเรือหางแมงป่องขาขึ้น จากจังหวัดตากไปยังเชียงใหม่จะกินเวลาประมาณ 1 เดือนหรือนานกว่านั้น แต่ขาล่องจากเชียงใหม่ไปยังปลายทางจังหวัดตากกับจังหวัดจะเสียเวลาประมาณ 5-10 วัน แล้วแต่ฤดูกาลดังกล่าวมาแล้ว

      ผู้เดินที่ทางในเส้นทางสายนี้ ส่วนมากจะเป็นพวกพ่อค้าวานิชหรือผู้มีกิจธุระจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น การเดินทางมักจะไปด้วยขบวนเรือครั้งละหลาย ๆ ลำ เพราะนอกจากจะได้คอยช่วยเหลือกัน ระหว่างการเดินทางผ่านเกาะแก่งต่าง ๆ หรือป้องกันสัตว์ร้ายที่มีอยู่ชุกชุม หรืออาจเข้ามาทำร้ายเวลาหยุดพักค้างคืนตามระหว่าง ซึ่งเป็นป่าเขาปราศจากบ้านเรือนผู้คนแล้ว ยังปลอดภัยจากการถูกปล้นสะดมจากโจรผู้ร้ายระหว่างอีกด้วย

         เรือหางแมงป่องแต่ละลำ จะมีลูกเรือประมาณ 4-5 คน ถึง 7-8 คน การเดินทางแต่ละครั้งต้องเตรียมเสบียงอาหาร เพื่อใช้ในการรอนแรมเดินทางให้พอเพียงกับเวลาเดินทางและจำนวนคน สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเรือแต่ละลำจะขาดไม่ได้ คือ เชือกมนิลาขนาดใหญ่และขดยาว สำหรับใช้มัดโยงเรือลากจูงทวนแก่งในเที่ยงขึ้น เนื่องจากบางขณะเรือจะผ่านเกาะแก่งใหญ่ ๆ แต่มีทางน้ำที่แคบมีกระแสน้ำที่เชี่ยวและแรงจัดมาก การค่ำถ่อไม่ได้ผล เพราะเรือใหญ่ต้านทานกระแสน้ำไม่ได้ จึงต้องใช้เชือกผูกมัดหัวเรือไว้แล้วให้คนหลายสิบคนขึ้นไปอยู่ริมตลิ่ง ช่วยกันดึงฉุดเรือทวนกระแสน้ำขึ้นไป คงเหลือแต่คนถือท้ายกับลูกถ่อบางคนคอยใช้ไม้ค้ำถ่อยัน ไม่ให้หัวเรือที่ถูกคนฉุดนั้น ไปปะทะกับหินผาในน้ำได้

              ระหว่างทาง ลำน้ำจะไหลคดเคี้ยวผ่านภูเขาน้อยใหญ่ ผ่านหน้าผาลักษณะต่าง ๆ วกวนอยู่ในซอกซอนต่าง ๆ วกวนอยู่ในซอกเขาวันแล้ววันเล่า บางครั้งลำน้ำจะคดเคี้ยวซอกซอนไปมา ตัดผ่านระหว่างเทือกเขาหินปูนที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะออกวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า นับเป็นศตวรรษ ๆ เกิดเป็นถ้ำเป็นโพรงเป็นหลีบเป็นชั้น มีสีสรรต่าง ๆ งดงามมาก บางครั้งจะมีหินลักษณะแปลก ๆ ยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางมวลหมู่ต้นไม้สีเขียวครึ้ม หรือกิ่งแห้งยืนต้นตายซากในฤดูแล้ว เกิดเป็นรูปร่างแปลก ๆ ทำให้ผู้ชมเกิดมโนภาพแล้วสร้างเป็นจินตนาการต่าง ๆ ขึ้น บางแห่งมีลำห้วยลำธารไหลตัดผ่านลงมาบรรจบกับลำน้ำใหญ่ บางครั้งลำแม่น้ำไหลเซาะตัดเข้าไป ระหว่างช่องผาแคบ ๆ ท่ามกลางหินแกร่ง กระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากเมื่อผ่านช่องทางแคบ ๆ บางตอนลำน้ำมีลักษณะคล้ายบึงกว้างใหญ่ กระแสน้ำบนผิวสงบนิ่ง จะเห็นเพียงคลื่นเล็ก ๆ เป็นละลอกพริ้ว จะเห็นขุนเขาขึ้นเรียงสลับซับซ้อนกันเป็นทิวเขียวชอุ่ม มีกลุ่มเมฆหมอกโรยตัวบาง ๆ คลุมเหนือขุนเขา ล้วนเป็นทัศนียภาพที่น่าชมยิ่งนัก