หน้าแรก
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
About Website
Lanna Gallery

                        ประเพณีชาวนครพิงค์
                          

          ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนาผู้ริเริ่มสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ

     คนเมือง หรือคนล้านนา มีวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมมากมายสืบทอดปฏิบัติมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น และมีประเพณีบางอย่างเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ มีความเชื่อในเรื่องผีสางอย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับคนในสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมอื่น ๆ

   ประเพณีสำคัญในรอบปีที่คนเมืองถือปฏิบัติมีอยู่มากมาย อาทิประเพณีวันวิสาขบูชา ประเพณีเข้าพรรษา งานทานก๋วยสลาก ประเพณีสงกรานต์ แต่ก็มีบางประเพณีที่จัดขึ้นเฉพาะที่เชียงใหม่เพียงแห่งเดียวซึ่งจะขอกล่าวถึงต่อไป

ประเพณีเข้าอินทขีล

   หลาย ๆ คนคงจะสงสัยว่า “อินทขีล” คืออะไร ชาวเชียงใหม่ทุกคนทราบดีว่าอินทขีลคือชื่อเรียกเสาหลักเมืองเชียงใหม่ ทุกปีต้องมีการทำพิธีบูชาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เรียกกันทั่วไปว่าประเพณีเข้าอินทขีล

  ประเพณีเข้าอินทขีลจัดขึ้นราวปลายเดือน 8 ถึงเดือน 9 หรือประมาณเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยแบ่งวันเข้าอินทขีล คือ วันแรม 13 ค่ำ เดือน 8 และวันออกอินทขีล คือ วันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งชาวเชียงใหม่เรียกช่วงเวลาดังกล่าวนี้ว่า เดือน 8 เข้า เดือน 9 ออก

  คนพื้นเมืองรุ่นเก่าของเชียงใหม่เรียกเสาอินทขีลว่า เสาสะดือเมืองเนื่องจากเคยประดิษฐาน

นอนอยู่ที่วัดสะดือเมืองหรือวัดอินทขีลใจกลางเมืองเชียงใหม่ แต่ปัจจุบันไม่มีวัดนี้แล้ว พื้นที่นี้ได้กลายมาเป็นที่ตั้งหอประชุมติโลกราชแทน ดังนั้นเสาอินทขีลจึงถูกย้ายไปประดิษฐานไว้ที่วัดเจดีย์หลวง ตั้งแต่สมัยที่พระยากาวิละเป็นผู้ครองนคร และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่เป็นเสาปูน โดยบวรสรวงสืบทอดเป็นประเพณีมาจนถึงทุกวันนี้

ในวันเข้าอินทขีลจะมีการแห่พระพุทธรูปคันธารราษฎร์ หรือพระเจ้าฝนแสนห่ารอบตัวเมืองแล้วนำมาประดิษฐานที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อให้ชาวบ้านชาวเมืองได้สรงน้ำ มีการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขีลซึ่งฝังอยู่ใต้ดินภายใต้บุษบกที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปโดยพระสงฆ์จำนวน 9 รูปเป็นอันเสร็จพิธี ต่อจากนั้นจึงเป็นการแสดงมหรสพตลอดระยะเวลาการเข้าอินทขีล

    กล่าวกันว่าประเพณีเข้าอินทขีลนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองที่กำลังจะทำการเพาะปลูก ด้วยการอัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพุทธรูปที่บันดาลให้ฝนฟ้าตกมาเป็นองค์ประธานในขบวนแห่ และการสวดคาถาอินทขีลของหมู่สงฆ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งมั่น ความยึดมั่น ในศรัทธาความเชื่อที่ชาวเชียงใหม่มีต่อประเพณีพิธีกรรมดั้งเดิม

ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า

ประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้าคือ การนำฟืนมาเผาเพื่อให้พระพุทธเจ้าได้ผิงไฟ (หลัว แปลว่า ฟืน หิง แปลว่า ผิง และพระเจ้า หมายถึงพระพุทธเจ้า) ซึ่งจะจัดขึ้นราวเดือนมกราคมของทุกปี

ในช่วงเดือนมกราคม สภาพภูมิอากาศของเชียงใหม่นั้นหนาวเย็นมากจึงเชื่อต่อ ๆ กันมาว่าพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปในวิหารก็น่าจะรู้สึกถึงความหนาวเย็นเหมือนคนเรา ดังนั้นจึงมีการหาไม้ฟืนมาจุดเผาผิงให้พระพุทธรูปคลายหนาว หากใครได้กระทำเช่นนี้ก็นับว่าจะได้อานิสงส์ผลบุญแรงกล้าเดิมประเพณีนี้เคยทำกันเป็นประจำในทุกพื้นที่ของล้านนา แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ซึ่งได้แก่วัดในชนบทที่ยังพอจะเสาะหาฟืนไม้ได้ง่าย

เชียงใหม่มีประเพณีทานหลัวหิงไฟ พระเจ้าที่อำเภอแม่แจ่ม โดยมีเพียง 2 วัดเท่านั้นที่ยังคงถือปฏิบัติกันอยู่ คือ วัดป่าแดดและวัดยางหลวงพิธีนี้จะทำควบคู่กับประเพณีทานข้าวล้นบาตรบูชาพระแม่โพสพ และทานข้าวใหม่แก่วัด

เมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคมเป็นสัญญาณที่รู้กันว่าบรรดาภิกษุ สามเณรและลูกศิษย์วัด จะช่วยกันหาฟืนในป่าเตรียมไว้สำหรับประเพณีทานหลัวหิงไฟพระเจ้า ชาวบ้านเองก็จะพากันออกไปช่วยหาฟืนด้วย

ไม้ฟืนที่นำมาใช้เผาเพื่อบูชาพระเจ้านั้นต้องเป็นไม้ที่ดอกหอม ไม่ใช้ไม้ที่มีรสเด็ด รสเปรี้ยว หรือมีกลิ่นเหม็น ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านนิยมหา

ไม้จี้หรือไม้คนทา ซึ่งมีหนาตามลำต้นต้องรินหนามออก นอกจากนี้จากยังมีไม้กาซะลองหรือไม้ปีบ
ไม้สบันงาหรือไม้กระดังงา ไม้จำปา ฯลฯ

   ก่อนวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 หนึ่งวันทจะมีการตั้งกองฟืนเป็นรูปกระโจม (คล้าบกระโจมอินเดียนแดง) ไว้ในบริเวณหน้าวิหารเบื้องหน้าพระประธานโดยนำไม้เก็บใหม่มาคละเคล้ากองรวมไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ไหม้หมดเร็วจนเกินไป มีการนำไม้ซางมาใช้ด้วยเพื่อในเวลาที่ไม้แตกยามเผาไหม้จะได้มีเสียงดังไปไกล เป็นสัญญาณเตือนให้ชาวบ้านจัดเตรียมข้าวปลาอาหารมาทำบุญที่วัด

   ในการทานหลัวหิงไฟพระเจ้าตอนเริ่มต้น คือ จุดไฟบนกองฟืนพระ – เณรจะเป็นผู้ดำเนินการ แต่หากชาวบ้านจะมาร่วมด้วยก็ได้ พิธีเริ่มโดยพระ – เณร 2 รูป นำขันดอกไม้และไม้ฟืนท่อนหนึ่งไปประเคนถวายหน้าพระประธานในวิหาร แล้วนำไม้ท่อนนั้นมาจุดไฟบริเวณหน้าวิหารโดยเจ้าอาวาสวัดเป็นผู้จุด เวลาเริ่มต้นงานประมาณตี 4 ของวันขึ้น 15 ค่ำเดือน       พิธีต่อมา ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารมาถวายพระสงฆ์ เ พื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ พร้อมทั้งนำข้าวสารและข้าวเปลือกมาร่วมพิธีทานข้าวล้นบาตรด้วย ชาวบ้านจะนำข้าวสารและข้าวเปลือกใส่ลงไปในบาตรที่พระ-เณรจัดวางไว้บนเสื่อ 2 ผื่น (แยกเป็นบาตรข้าวสารและบาตรข้าวเปลือก) จนข้าวล้นบาตรออกมาเป็นข้าวกองใหญ่ เมื่อเสร็จการเทข้าวใส่บาตรก็จะนิมนต์พระสงฆ์มารับข้าว ในช่วงนี้จะมีการสวดถวายและขอบคุณแม่โพสพที่ทำให้ข้าวนในนาอุดมสมบูรณ์
โดยพระสงฆ์จะสวดอนุโมทนาเป็นอันเสร็จพิธี
กรรมการวัดจะจัดแบ่งข้าวสาร ข้าวเปลือก เป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไว้ที่วัดเพื่อเก็บไว้หุงเลี้ยงพระ - เณร และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปขายให้ชาวบ้านในหมู่บ้านยากจนในราคาถูก หรืออาจขายให้
พ่อค้าเพื่อนำเงินมาถวายวัด

ประเพณีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแส

       ผีปู่แสะย่าแสะเป็นที่นับถือของชาวเชียงใหม่มาแต่โบร่ำโบราณแล้วกล่าวกันว่าเป็นผีบรรพบุรุษของพวกลัวะที่เป็นเจ้าถิ่นเดิม มีหน้าที่ดูแลรักษาเมืองเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่จะร่วมกันทำพิธีฆ่าควายเซ่นสังเวยผีปู่แสะย่าแสะเป็นประจำทุกปี ทั้งยังมีการเข้าทรงเจ้านายพยากรณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองอีกด้วย
       งานพิธีเลี้ยงผีปู่แสะย่าแสะนี้จะจัดในวันขึ้นหรือวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ในบริเวณชายป่าดอยคำด้านตะวันออกของตำบลแม่เหียะ ปัจจุบันความเชื่อดั้งเดิมเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทั้งนี้เพราะวิถีชีวิตของชุมชนมิได้ขึ้นอยู่กับการเกษตรกรรมซึ่งต้องพึ่งฝนฟ้าอีกต่อไป การลงทรงผีปู่แสะย่าแสะมีการอัญเชิญเจ้าอื่นมาเข้าทรง หรือมีการขอบริจาคเงินค่าบูชาครู แลกกับคำทำนายโชคชะตาส่วนตัวแทน ซึ่งนับว่าจะกลายเป็นรูปจากพิธีกรรมเป็นการแสดงไปแล้ว

ประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมทอง

      วัดพระธาตุจอมทองเป็นศาสนาสถานสำคัญ และเก่าแก่ของเชียงใหม่ตั้งอยู่ริมถนนมสายเชียงใหม่ – ฮอด อยู่ในเขตอำเภอจอมทอง มีชื่อทางการว่าวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เดิมเรียกที่ตั้งนี้ว่าดอยจอมทอง เนื่องจากมีต้นทองหลางขึ้นอยู่มากมาย

     ภายในวัดมีพระธาตุจอมทองประดิษฐานอยู่ ซึ่งสามารถอัญเชิญออกมาให้ประชาชนสักการบูชาได้อย่างใกล้ชิด ปกติพระธาตุจอมทองประดิษฐานอยู่ภายในพระโกศ 5 ชั้น มีมณฑปปราสาทตรงกลาง เป็นคูหาที่เก็บพระโกศไว้ภายในพระวิหารจัตุรมุข
พระธาตุจอมทองมีพระบรมสารีกธาตุจำนวน 1 องค์ ขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว สีขาวนวลออกสีน้ำตาลคล้ายสีดอกพิกุลแห้ง
    ประเพณีสรงน้ำพระธาตุจอมทองนี้จัดให้มีขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือในวันเข้าพรรษาและวันออกพรรษา โดยจัดอย่างยิ่งใหญ่ในวันเข้าพรรษา