

กลุ่มคนต่างๆเชียงใหม่

นอกจากคนเมืองหรือคนล้านนาแล้ว ในเชียงใหม
่ยังมีคนอีกหลายกลุ่มหลายชาติพันธุ์
มาอาศัยพักพิงอยู่มากมาย ดังจะขอกล่าวถึงเป็นกลุ่ม ๆ ไป
ลัวะ
ชาวลัวะเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อยู่อาศัยก่อนที่จะมีการสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น
โดยในตำนานเมืองเชียงใหม่ได้กล่าวถึงลัวะ 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งสืบเชื้อสาย
มาจากปู่และย่าแสะกับฤษีวาสุเทพเรื่องราวของลัวะปรากฎอยู่ในตำนาน
พระธาตุ ตำนานพระพุทธบาท และตำนานพระเจ้าเลียบโลก
ของล้านนาด้วยเอกสารคัมภีร์ใบลานฉบับวัดเจดีย์หลวงที่จารึกในสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2440 เขียนไว้ว่า
มีชุมชนลัวะอาศัยอยู่นอกเมืองเชียงใหม่มีการตั้งวัดและมีแนวปฎิบัติของตนเอง
รียกว่า นิกายลัวะ
ลัวะกับคนเมืองมีความสัมพันธ์กันหลานด้านจนแทบจะแยกกัน
ไม่ออกพึ่งพาอาศัยกันมา ตั้งแต่อดีต วัฒนธรรมประเพณีของลัวะกับคนเมือง
ก็มีลักษณะคล้ายกันมากจนยากจะบอกได้ว่าแท้ที่จริงนั้นใครเป็นผู้ริเริ่มทำมาก่อน
อย่างประเพณีบูชาเสาอินทขีล อันเป็นเสาหลักเมืองเชียงใหม่นั้นก็ปรากฎว่าคนเมือง
สืบมาจากลัวะ เพราะมีตำนานกล่าวไว้ว่า พระอินทร์ได้มอบเสาอินทชีล
ให้พวกลัวะที่นพบุรี ลัวะจึงถือปฏิบัติกันต่อมา
ปัจจุบันลัวะอาศัยอยู่ทั่วเมืองเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน โดยชุมชนลัวะเดิม
ในเชียงใหม่อาศัยกระจายอยู่ทั่วเมือง โดยเฉพาะบริเวณเชิงดอยสุเทพตั้งแต่อำเภอแม่ริม
เรื่อยลงไปจนถึงอำเภอฮอด และมีเป็นจำนวนมากที่อาศัยอยู่ร่วมกับคนเมืองจนถูกกลืน
กลายเป็นคนเมืองในที่สุด อาทิ ลัวะที่อาศัยอยู่นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านทิศใต้
ในเขตอำเภอหางดง ด้านตะวันออกของเชียงใหม่ในเขตอำเภอสันกำแพง
อำเภอสันทราย อำเภอจอมทอง แต่ก็ยังมีลัวะที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนภูเขา
ในเขตอำเภอแม่แจ่ม อำเภอสะเมิง และ อำเภอฮอด คนภายนอกมองลัวะ
พวกนี้เป็นเพียงชาวเขากลุ่มหนึ่งที่ไม่แตกต่างจากชาวเขากลุ่มอื่น ปัจจุบันลัว
ะยังนับถือผีและวิญญาณอย่างเคร่งครัด
เม็ง
ในอดีตบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง และบริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม
่มีพวกเม็งหรือมอญโบราณอาศัยรวมปะปนอยู่กับลัวะด้วย แม่น้ำปิงที่เรา
รู้จักกันดีนี้นอกจากจะมีชื่อว่าแม่น้ำพิงค์ แม่น้ำระมิงค์ แล้ว ยังมีชื่อเรียกว่า
แม่น้ำเม็งอีกด้วย เนื่องจากเป็นถิ่นที่มีชาวเม็งอาศัยอยู่นั่นเอง
วัฒนธรรมประเพณีหลายอย่างของชาวมอญมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต
ของคนเมืองเชียงใหม่ ดังเช่นอักษรมอญที่เป็นต้นกำเนิดของอักษรล้านนา
กฎหมายพระธรรมศาสตร์ของล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากพระธรรมศาสตร
์ของมอญ ประเพณีการฟ้อนผีเม็งที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ เหล่านี้เป็นต้น
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีชาวเม็งอาศัย
อยู่ในบริเวณถนนท่าแพ ภายในกำแพงเมืองชั้นนอก ปัจจุบันพวกเม็ง
หรือผู้ที่สืบเชื้อสายจากพวกเม็งอาศัยอยู่ในเชียงใหม่หลายกลุ่มด้วยกัน
โดยอาศัยอยู่ในถิ่นฐานเดิม และมีการตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอย
ู่นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ บ้านร้องปู่เม็ง อำเภอสันกำแพง
บ้านนาเม็ง อำเภอสันป่าตอง บ้านสันเม็งอำเภอสันทราย บ้านปากกอง
อำเภอสารภี และบ้านสองแคว อำเภอจอมทอง เป็นต้น
เชียงแสน
ชาวเชียงแสนอพยพมาอยู่ในเชียงใหม่ 2 กลุ่มด้วยกัน คือ
กลุ่มหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณประตูท่าแพด้านใต้ ภายในกำแพงเมืองชั้นนอก
หรือกำแพงดิน และอีกกลุ่มหนึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ
พวกนี้นับถือศาสนาพุทธและมีข้อปฏิบัติเป็นแบบฉบับของตัวเอง
เรียกว่า นิกายเชียงแสน
น่านและแพ่ร่
ชาวน่านอพยพมาจากเมืองน่าน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมาตั้งถิ่นฐาน
อยู่นอกกำแพงสี่เหลี่ยมด้านตะวันออกเฉียงใต้ หรือแจ่งคะท้ำ
กลุ่มที่ 2 อาศัยอยู่บริเวณถนนท่าแพในกำแพงดินชั้นนอก
ส่วนชาวแพร่นั้นมาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่นอกเมืองเชียงใหม่
ในบริเวณบ้านทุ่งต้อม อำเภอหางดง
ไท
ชาวไทนี้ไม่มีหลักฐานว่าอพยพมาจากถิ่นใดหรือเป็นพวกใดกันแน่
แต่เอกสารคัมภีร์ใบลานฉบับวัดพระเจดีย์หลวงที่จารึกไว้ว่าคนนิกายไท
กลุ่มหนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณริมคูเมืองด้านนอกติดกับประตูท่าแพ
ปัจจุบันอีกกลุ่มหนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในบริเวณริมคูเมืองด้านนอกติดกับประตูท่าแพ
ปัจจุบันอีกกลุ่มหนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ทุ่งช้างคลานนอกกำแพงดินเมืองเชียงใหม่
และกลุ่มสุดท้ายตั้งถิ่นฐานอยู่ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง สันนิษฐานว่า
พวกนี้อาจมากับบริษัทต่างชาติที่มาทำไม้สักที่เชียงใหม่

สรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในวันสงกรานต์
พม่า
ชาวล้านนาเรียกพม่าว่า ม่าน ชาวพม่ามีบทบาทอย่างมากต่อวัฒนธรรมของ
เชียงใหม่ เนื่องจากเคยเข้าครอบครองเชียงใหม่มานานกว่า 200 ปีสิ่งที่พม่าเข้ามามีอิทธิพล
นั้นมีหลายอย่างด้วยกัน อาทิ อาหารการกิน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของวัดวาอาราม
หลายแห่งภาษาและ ประเพณีชาวพม่าเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ทั้งในเมือง และ บริเวณกำแพง
สี่เหลี่ยมด้านตะวันออกเฉียงใต้ หรือทั้งด้านในและด้านนอกของบริเวณแจ่งคะท้ำ
ไทใหญ่
ชาวไทใหญ่หรือที่เรียกว่าเงี้ยวนี้มีชื่อเสียงทางด้านการค้าขาย ผูกขาดทางด้านการค้า
ในเชียงใหม่สมัยโบราณมาโดยตลอด เช่นเดียวกับอีก 2 กลุ่มคือ พม่าและฮ่อ
โดยมีม้าและวัวเป็นพาหนะ ก่อนที่ชาวจีนและชาวอังกฤษจะเข้ามามีบทบาทแทน
ในระยะหลัง นอกจากนี้ชาวไทใหญ่ยังขึ้นชื่อว่ามีความชำนิชำนาญในการทำไม้อีกด้วย
ถิ่นที่ชาวไทใหญ่มาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเชียงใหม่ ได้แก่ นอกกำแพงเมืองเชียงใหม
่ด้านเหนือบริเวณประตูช้างเผือก (สันนิษฐานว่าไทใหญ่กลุ่มนี้มีฝีมือในการทำเครื่องสังคโลก
เนื่องจากมีการพบเตาเผาสังคโลกจำนวนมาก อำเภอหางดง อำเภอแม่อาย อำเภอเวียงแหง
อำเภอสันป่าตองชาวไทใหญ่ที่อพยพมาอยู่ที่อำเภอเวียงแหงนั้น
มาจากรัฐฉานในพม่าส่วนที่อพยพมาอยู่ในอำเภอสันป่าตองนั้นหนีการสู้รบ
และการปล้นสะดมแถบเมืองหมอกใหม่ในเขตรัฐฉาน ต่อมาจึงขยายถิ่นฐาน
ไปยังอำเภอพร้าวอำเภอฝาง และอำเภอปายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
คง
คนเมืองเรียกแม่น้ำสาละวินว่าแม่น้ำคง ชาวคงจึงเป็นคนที่อพยพ
มาจากลุ่มแม่น้ำสาละวินนั่นเอง โดยเข้ามา 3 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกมาตั้งถิ่น
ฐานบ้านเรือนอยู่ในกำแพงดินเมืองเชียงใหม่ด้านทิศใต้ บริเวณนอกประตูสวนปรุง
ส่วนอีก 2 กลุ่มตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณวัดดาวดึงส์และวัดศรีสุพรรณ
ไทเขิน
ชาวล้านนาเรียกพวกที่อพยพมาจากเมืองเชียงตุงว่า เขินหรือไทเขินบางกลุ่ม
อาจถูกกวาดต้อนมาและบางกลุ่มอาจอพยพมาตั้งบ้านเรือน โดยอาศัยอยู่หลายแห่ง
ในเชียงใหม่ อาทิ กลุ่มที่อาศัยอยู่ในกำแพงดินชั้นนอกด้านใต้ซึ่งมีอาชีพทำ
เครื่องเขินและเครื่องเงินมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มที่อาศัยอยู่ใกล้สนามบินเชียงใหม่
เชิงดอยสุเทพ มีอาชีพทำหม้อ และกลุ่มที่ตั้งบ้านเรือนนอกเมืองเชียงใหม่ ได้แก่
ในเขตอำเภอสันกำแพง อำเภอดอยสะเก็ด และอำเภอสันทรายนอกจากนี้ยังม
ีชาวงัวลาย ซึ่งเป็นชาวไทเขินที่อพยพมาจากบ้านงัวลายในรัฐฉาน แล้วเข้ามา
ตั้งถิ่นฐานในกำแพงดินใกล้ประตูหายยาทางด้านใต้ของเชียงใหม่ ชาวงัวลาย
นี้มีฝีมือในการทำเครื่องเงิน

ความเชื่อในเรื่องการทานตุงเป็นสิ่งที่คู่กับชาวล้านนา
ไทลื้อ
ชาวไทลื้ออพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เชียงใหม่หลายกลุ่มด้วยกันได้แก่
1. ชาวยอง อพยพมาจากเมืองยองในรัฐฉานของพม่า ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บริเวณวัดป่าตาล
วัดดงขี้เหล็ก วัดยงพาย วัดดอนปิ่น วัดบ่อค้าง และวัดร้อยพร้อม อำเภอสันกำแพง
กล่าวกันว่าตอนที่พวกยองอพยพเข้ามาใหม่ ๆ นั้นพากันมาทั้งเมือง ตั้งแต่เจ้าเมือง
จนถึงข้าไพร่ มีนิสัยถือตัว เพราะถือเป็นคนเมืองยอง ไม่ใช่พวกไทลื้อโดยทั่วไป
2. ชาวเมืองเลน อพยพมาจากเมืองเลนในรัฐฉาน โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ที่กำแพงดิน
ด้านในทางทิศตะวันออก
3. ชาวเมืองหลวง อพยพมาจากเมืองลวงในสิบสองปันนา
มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณวัดลวงใต้ วัดศรีมุงเมือง และวัดลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด
4. ชาวเมืองหลวย อพยพมาจากเมืองหลวยในรัฐฉาน ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณวัดมิ่ง
แก้วดอนชัยและวัดกาดวอน อำเภอสันกำแพง
จีนฮ่อ
คนเมืองเรียกชาวจีนจากยูนนานที่เดินทางอพยพมาทางบกว่าห้อหรือฮ่อ
จีนฮ่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเชียงใหม่ และมีความสัมพันธ์ทางการค้าต่อกันมานานแล้ว
เมื่อครั้งยังเป็นอาณาจักรล้านนา โดยมีชุมชนใหญ่ ๆ ในเชียงใหม่อยู่ 2 แห่งคือ
ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอฝางในอำเภอเมืองเชียงใหม่นั้นมีชุมชนใหญ่
2 แห่ง คือ บ้านฮ่อ ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่อยู่นอกกำแพงเมืองด้านตะวันออก
ติดกับแม่น้ำปิง ด้านใต้สะพานนวรัฐ บริเวณถนนเจริญประเทศและอีกกลุ่มหนึ่ง
เป็นชุมชนที่ขยายตัวมาจากบ้านฮ่อ โดยอยู่อีกฝั่งหนึ่งของสะพานนวรัฐ
บริเวณสันป่าข่อยฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ส่วนในอำเภอฝางมีชุมชนจีนฮ่อ
อยู่หลายแห่ง อาทิ ดอยอ่างขาง บ้านยาง บ้านหัวฝาย นั่นเป็นพวกจีนฮ่อ
ที่อพยพเข้ามาในช่วงแรก ในระยะหลังมีจีนฮ่อที่ลี้ภัยทางการเมืองเข้ามาอีก
ระลอกใหญ่ในช่วงที่จีนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบ ชาวจีนฮ่อกลุ่มน
ี้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังทหารจีนคณะชาติหรือก๊กมินตั๋งที่ชาวไทยเรียกว่า
กองพล 93 ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในเชียงใหม่ เชียงราย
แม่ฮ่องสอน โดยมีชุมชนใหญ่อยู่ที่อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง และอำเภอเวียงแหง
จังหวัดเชียงใหม่ ชาวจีนฮ่อนับถือศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลาม
โดยกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามมีมากที่สุด ชนชาวจีนมุสลิมนับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง
ของเชียงใหม่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นได้เสมอ
จีน
ชาวจีนอพยพมาจากทางใต้เชียงใหม่ คือ กรุงเทพฯ โดยเข้ามาทำมาหากิน
หลังพวกจีนฮ่อ ชาวจีนพวกนี้ล่องเรือมาเมืองไทยจึงเรียกได้ว่าเป็นชาวจีนโพ้นทะเล
คนเมืองเรียกว่าเจ๊ก อย่างที่คนไทยภาคกลางเรียก แต่ก็เป็นการเรียกในกลุ่มชาวจีน
ที่อพยพมารุ่นแรก ๆ เท่านั้นรุ่นหลัง ๆ ที่อยู่อาศัยในเชียงใหม่มานานก็เรียกตัวเอง
ว่าคนเมือง ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเชียงใหม่มีหลายเชื้อสาย ทั้งแต้จิ๋ว ไหหลำ
กวางตุ้ง และฮกเกี้ยน ทำการค้าขายลงหลักปักฐานอยู่ตรงบริเวณสองฝั่งของแม่น้ำปิง
บริเวณวัดเกตุการาม บริเวณตลาดต้นลำไย และบริเวณถนนท่าแพ ซึ่งปัจจุบัน
เป็นแหล่งดำเนินธุรกิจการค้าที่สำคัญของเชียงใหม่ เหตุที่ชาวจีนอพยพมายังเชียงใหม่
ก็เนื่องจากรัฐบาลไทยลงนามในสนธิสัญญาเบาริง ในปี พ.ศ.2398 ซึ่งถือเป็นการเปิด
การค้าเสรี บริษัทชาวตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษจึงเข้ามาผูกขาดทางการค้าส่งออกแทน
ชาวจีนพ่อค้าชาวจีนจึงต้องค้าขายในประเทศแทน โดยอพยพขึ้นเหนืออย่างต่อเนื่อง
นับแต่นั้นมาการค้าในเชียงใหม่ที่เคยอยู่ในความครอบครองของพวกพม่าและไทใหญ
่ก็ตกมาอยู่ในความครอบครองของจีนเกือบทั้งหมด
ฝรั่ง
ในเชียงใหม่มีพวกฝรั่งหลายชาติเข้ามาติดต่อและสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย
ประมาณกว่า 100 ปี แล้ว โดยชาวอังกฤษเข้ามาทำไม้ สร้างบ้านอยู่บริเวณวัดศรีโขง
ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ชาวอเมริกันเข้ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์
และสร้างโรงเรียนกับโรงพยาบาลหลายแห่งที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วไปก็คือ
โรงเรียนปรินซ์รอแยลส์วิทยาลัย โรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงพยาบาลแมคคอมิค
ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิงทางใต้ของบ้านฮ่อ
แขก
แขกที่อพยพเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่นั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มาจากปากีสถาน
แต่ก็มีบางส่วนที่มาจากอินเดีย โดยมากแล้วเข้ามาค้าขายเกี่ยวกับปศุสัตว์ต่าง ๆ
อาทิ วัว แพะ แกะ อีกพวกหนึ่งเป็นแขกจากมาเลเซีย คนเมืองสมัยก่อนเรียกพวก
แขกกุลวา ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณทุ่งช้างคลานหรือถนนช้างคลานในปัจจุบันแหล่งนี้
ถือเป็นชุมชนแขกที่เก่าแก่ที่สุดนอกจากนี้ยังมีบริเวณถนนช้างเผือก
ประตูช้างเผือกด้านนอกกำแพงเมืองชั้นใน ตำบลหนองแบน
อำเภอสารภีและบริเวณตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส
ชาวเขา
ในเขตภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่กว่า 2 ใน 3 ของเชียงใหม่ มีชนกลุ่มน้อยที่เรียกว่าชาวเขา
อาศัยอยู่นับแสนคนซึ่งประกอบไปด้วยหลายเผ่าพันธุ์มีชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงมากที่สุด
อาศัยอยู่ทางใต้ของเชียงใหม่ในอำเภออมก๋อย อำเภอฮอด อำเภอจอมทอง อำเภอดอยเต่า
นอกจากกะเหรี่ยงแล้วยังมีชาวเขาเผ่าอื่น ๆ อีก ได้แก่ มูเซอ แม้ว ลีซอ อีก้อ เย้า
และชาวเขากลุ่มล่าสุดที่อพยพเข้ามาคือ ปะหล่อง กลุ่มชาติพันธุ์ในเชียงใหม่นี้
อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีการผสมผสานกันในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด
ประเพณี การแต่งกาย อาหาร เช่น คนเมืองใช้ภาษาล้านนาหรือภาษาคำเมือง
ในการติดต่อสื่อสารในกลุ่มตนพวกจีนฮ่อ ไทลื้อ ไทเขิน จีน ลัวะก็สามารถพูดได้เช่นกัน
ทางด้านศาสนานั้นชาวเชียงใหม่นับถือศาสนาต่าง ๆ กันคือ ศาสนาพุทธร้อยละ 97.0
ศาสนาอิสลามร้อยละ 1.0 ศาสนาคริสต์ร้อยละ 1.5 ศาสนาพราหมณ์ร้อยละ 0.2
และศาสนาอื่น ๆ อีกร้อยละ 0.3 ส่วนในเรื่องของอาชีพ เชียงใหม่จัดได้ว่า
เป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและมีความเจริญมากที่สุดในเขตภาคเหนือ
ประชาชนประกอบอาชีพต่าง ๆ มากมาย โดยเรียงตามลำดับมากน้อยดังนี้
เกษตรกรรมร้อยละ 72.4พาณิชยกรรมและบริการร้อยละ 15.2
และอุตสาหกรรมร้อยละ 12.4