

ย้อนหลังอดีตเมื่อปี 2492 เป็นต้นมา อเมซิ่งเชียงใหม่นั้นก็มีลมหนาวก่อนจะเริ่มฤดูลำใย กำลังขจรขจายเต็มเมือง ขึ้นชื่อเชียงใหม่ใคร ๆ ก็อยากไปเที่ยว
แต่พาหนะที่จะพานักท่องเที่ยวแดนไกลเยือนเชียงใหม่นั้นสุดยากเย็น
เส้นทาง นอกจากเครื่องบินของ บ.ต.ท. (บริษัทเดินอากาศไทย) ก็มีแต่รถไฟที่ดีที่สุดก็คือ ใน 1 อาทิตย์ ขึ้น 2 ล่องสองเที่ยว คือ ขึ้นวันจันทร์-ล่องอังคาร และพุธศุกร์
ขบวนรถไฟถึงจะเพิ่มตู้ ผู้คนก็เบียดกันเป็นปลากระป๋อง ทั้งนี้ก็ด้วยเจตนารมย์อันเดียวกัน คือไปร่วมประเพณีสาดน้ำสงกรานต์-เชิงสะพานนวรัฐคับคั่งแออัดด้วยฝูงชน การที่ใคร ๆ ก็อยากไปงานสงกรานต์เชียงใหม่
จากภาพท่านผู้อ่านจะได้เห็นภาพผู้คนที่มาจากสารพัดทิศ มืดมิดจนแทบไม่เห็นตัวสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำปิง ซึ่งในภาพนี้ สะพานคู่บ้านคู่เมืองสร้างด้วยเหล็กที่เหลือจากสะพานเหล็กท่าล่อ-พิจิตร สะพานข้ามเหวลึก 3-4 แห่ง มาเป็นสะพานนวรัฐโดยวิศวกรเยอรมัน โฮเฟ่อร์ กาลเวลาผ่านไป รถยนตร์ยานพาหนะเดิมมีไม่กี่คัน มากลายเป็นรถติด สะพานนวรัฐ ฉากละครฉากใหญ่ของการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ที่แยกกันไม่ออกก็ถูกรื้อทิงไป เหลือแต่รอยความทรงจำไม่ว่าจะชื่นมื่นหรือขื่นขม
ทุก ๆ ปี วันที่ 13 เมษายน คนล้านนาจะถือเป็นวันสังขารล่อง มีการทำความสะอาดบ้าน สาว ๆ หอบเสื้อไปไปซักที่น้ำปิง คูเมืองแจ่งหัวริน (น้ำมาจากห้วยแก้ว) และที่น้ำตกห้วยแก้วเอง
วันที่ 14 คนล้านนา ถือเป็นเนาว์ (ไม่ใช่วันเน่า) คำนี้หมายถึงทุกครอบครัวจะหาซื้อของสำหรับเตรียมไปทำบุญให้ทานวันรุ่งขึ้น เป็นสิ่งที่คนล้านนายกย่องเทิดทูน
15 เมษายน ชาวเมืองถือกันเป็นวันพญาวัน วันขึ้นศกใหม่ วัดทุกวัดจะเนืองแน่นไปด้วยสาธุชนชาวพุทธ มีศรัทธา เดินไปทำบุญใส่บาตรเป็นทิวแถว เพื่อจะสร้างกรรมดี บุญดีให้แก่ชีวิต
วันนี้เป็นวันสนุกสนาน กลับจากวัดก็รวมญาติพี่น้อง ตรงจุดนี้ที่ท่านผู้อ่านรอคำตอบว่า อะไรคือ ผ้าขะม้า คือเมื่อกลับจากวัดก็รวมญาติพี่น้อง พากันไปรดน้ำ ดำหัว ผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุล หรือผู้ที่เคารพนับถือ
ผู้มีอาวุโสสูงอายุในอดีตนั้น เสื้อผ้า (ชุดม่อฮ่อม-เตี่ยวชะดอ) จะมีอยู่ชุดเดียว (ในอดีตผ้าไม่มีวางขายเหมือนในปัจจุบันนี้) ตอนเอาธูปเทียนแพ น้ำส้มป่อย น้ำอบไทยรดนั้น จะมีผ้าทอด้วยฝ้ายอจจะลายตาหมากรุกใส่พานมีดอกไม้วาง เพื่อให้ผู้ใหญ่ผลัดเปลี่ยนรับการเปียกแฉะ
คนสูงอายุให้ศีลให้พรลูกหลานคนเคารพกราบไหว้ จะได้ไม่นุ่งผ้าเปียกทั้งวัน ในขบวนแห่รดน้ำดำหัว-นั้น เรียกว่า ไปขอศีลขอพร จากผู้ใหญ่เรียกว่า ขอขมา บางคนเรียก ขอสุมา ขอโทษที่ล่วงเกินมาบ้านตลอดนั้น
ผ้านั้นเรียกว่า “ผ้าขอขมา” แล้วจึงมาเรียกเป็น ผ้าขี่ม้า ไป