หน้าแรก
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
About Website
Lanna Gallery

                               ประเพณี

 พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

พิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในจังหวัดภาคเหนือ มีธรรมเนียมปฏิบัติคล้าย ๆ กัน เดิมเรียกว่าพิธีถือน้ำพระพิพัฒนสัจจา ซึ่งถือปฏิบัติกันมานานแล้ว เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าเมืองใหม่ขึ้น เป็นหน้าที่ของเจ้าอุปราช พญาราชวงศ์ พญาบุรีรัตน์ พญาราชบุตรร่วมกันจัดการพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาขึ้น

สำหรับเชียงใหม่นั้นในครั้งแรก ได้จัดขึ้นที่วัดเชียงมั่นเป็นพระอารามใหญ่ โดยตั้งศาลขึ้นในวิหารหน้าพระประธาน กว้าง 4 ศอก ยาว 4 ศอก 2 คืบ มีหลังคาดาดด้วยผ้าขาวมีราชวัตรฉัตรธงต้นกล้วยต้นอ้อย มีปืน หอก ทวน ปัก 4 มุมศาล ม ข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียมกับขันเชิงใหญ่ ใส่น้ำตั้งบนศาลใบหนึ่ง มีทวนเหล็กใส่น้ำตั้งมุมศาลมุมละใบ พระสงฆ์ผู้ใหญ่ 8 รูป นั่งเป็นประธาน

เมื่อทำพิธี พญาเชียงใหม่ พญาอุปราช พญาราชวงศ์ พญาบุรีรัตน์ พญาราชบุตร ญาติพี่น้อง แสนท้าวพญาที่เป็นผู้ใหญ่ มีข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนทุกคนเข้าไปในวิหาร นมัสการพระทุกรูปแล้ว พญาบัญชาเป็นผู้อ่านคำอัญเชิญเทพยดาแล้วอ่านคำสาบาน เขียนใส่ใบตาลไว้สองฉบับ อ่นคำสาบานแล้วฉบับหนึ่งเผาไฟห่อผ้าขาวแช่น้ำในขันนั้น

ฉบับหนึ่งเอาใส่ไว้ในขั้นนั้นด้วย บวงสรวงเทพยาดาเสร็จแล้ว พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ จบแล้วเอากระบี่ หอก ปืน อาวุธซึ่งพระราชทานจุ่มลงในขันน้ำบาตร

พญาเชียงใหม่กราบถวายบังคม ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ ตักน้ำพระราชทานก่อน แล้วพญาอุปราช พญาราชวงศ์ พญาบุรีรัตน์ พญาราชบุตร ญาติวงพงศา แสนท้าวพญาทั้งปวง รับพระราชทานน้ำเป็นลำดับกัน จนถึงผู้ใหญ่ผู้น้อยกระทำสัตยถวายต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ หากผู้ใดที่อยู่ไกลมาไม่ทันในวันนั้น วันต่อมาก็ให้เจ้าพนักงานพาตัวไปสาบาน รับพระราชทานต่อจนครบ 7 วัน

การทำพิธีนี้กระทำเพียงครั้งเดียว จนกว่าเจ้าเมืองจะถึงแก่กรรม ต่อมาเมื่อมีเจ้าเมืองใหม่จึงทำอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นเจ้าเมืองจะต้องไปร่วมพิธีใหญ่นี้ที่กรุงเทพฯ 3 ปีต่อครั้งด้วย

ในสมัยต่อมา เนื่องจากทรงพิจารณาเห็นว่าการที่เจ้าเมืองต้องเดินตทางไปร่วมพิธีที่กรุงเทพฯ นั้นเป็นการลำบาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้งดเดินทางไปกรุงเทพฯ คงจัดขึ้นในแต่ละจังหวัดแทน

สำหรับที่เชียงใหม่ได้เปลี่ยนสถานที่มาจัดที่วัดเจดีย์หลวง โดยกำหนดเอาในวันที่ 3 เมษายนของทุกปี ในภาพนี้เจ้านายและข้าหลวงประจำจังหวัดพร้อมด้วยข้าราชการได้ถ่ายภาพร่วมกันในวันพิธี ที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่

                    
                                      
 ภาพขบวน"แห่ครัวทาน"

ขบวนแห่ครัวทาน

ขบวนแห่ครัวทาน ของศรัทธาชาวบ้านที่แห่ไปวัดดังในภาพนี้ กำลังแห่ผ่านหน้าที่ว่าการ “แขวงเมืองเชียงใหม่” หรือที่ว่าการอำเภอเมืองนั่นเอง คือตรงที่เป็นห้างหุ้นส่วนเหลียวย่งง้วน ถนนท่าแพในปัจจุบัน

การที่ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อจาก “แขวงเมือง” มาเป็น “ที่ว่าการอำเภอ” นั้น เนื่องจากเมื่อครั้งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานภพ อดีตองค์เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงพิจารณาเห็นว่า ภายนอกราชธานีซึ่งเป็นชนบทห่างไกลนั้น เวลามีเหตุอะไรเกิดขึ้นแก่ราษฎร พวกราษฎรต้องช่วยตัวเองตามลำพังเพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำจากท้องถิ่น สำหรับดูแลทุกข์สุขของประชาชน ไม่มีเจ้าหน้าที่ของทางราชการจะช่วยจับกุมคนร้าย หรือเมื่อประชาชนมีเรื่องพิพาทกันขึ้น เจ้าทุกข์ต้องไปร้องต่อแขวงกำนัน อำเภอหรือเจ้าเมืองกรมการโรงศาลซึ่งอย่างห่างไกลบ้านช่องของราษฎร จึงไม่ใคร่มีใครไปถัง

มีเจ้าพนักงานอยู่ตำแหน่งหนึ่ง เรียกว่า “นายแขวงอำเภอ” มีหน้าที่แต่เพียง ทำนิติกรรมของราษฎร เช่น การทำกรมธรรม์สัญญาต่าง ๆ รับอายัด ชันสูตร ตราสินทรัพย์ที่เสียหายเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรม ต่อเมื่อมีเหตุการณ์รู้ไปถึงกรมการเมือง จึงเกณฑ์ให้ราษฎรช่วยกันสืบจับตัวผู้รายมาลงโทษ แต่ก็ประดักประเดิด ไม่ทันต่อเหตุการณ์ ต่อเมื่อเจ้าเมืองมีหนังสือบอกไปยังเจ้ากระทรวงในกรุงเทพฯ จึงได้ส่งข้าราชการผู้สามารถ โดยมากเป็นเป็นนายทหารออกไปปราบปรามโจรผู้ร้ายในด้านนั้น ๆ เรียกว่า “ข้าหลวงชำระผู้ร้าย” พอเหตุการณ์สงบได้เฉพาะครั้งคราว ก็กลับกรุงเทพฯ

สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงปฏิรูปการปกครองเสียใหม่ โดยให้มีผู้ใหญ่บ้านปกครองหมู่บ้าน หรือกำนันปกครองตำบลผู้หนึ่ง กรมการอำเภอปกครองอำเภอหรือกิ่งอำเภอคณะหนึ่ง เมื่อประชาชนมีเรื่องทุกข์ร้อน ก็ร้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานอำเภอได้

ปราสาทศพพระในสมัยก่อน

คนในภาคเหนือไม่นิยมการฝังศพเช่นเดียวกับคนในภาคอื่น ๆ สำหรับพระภิกานั้น เมื่อพระภิกษุรูปใดถึงแก่มรณภาพ บรรดาทายกทายิกาจะบำเพ็ญกุศลให้ตามธรรมเนียม ซึ่งถือปฏิบัติกันมาหลายร้อยปีมาแล้ว โดยการเก็บศพไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเตรียมการสร้าง “ปราสาท” สำหรับบรรทุกทุกศพไป ฌาปนกิจศพตามประเพณี

การทำปราสาทนี้ทำเป็นพิธีใหญ่โตและทำอย่างปราณีตมากเป็นพิเศษ เมื่อนำหีบศพขึ้นประดิษฐานบนปราสาทหรือบุษบกแก้วแล้ว จึงชักบากไปสู่สุสานต่อไป

คนเมืองเหนือมีวัฒนธรรมที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาว่า งานศพเป็นงานที่ต้องช่วยเหลือกันโดยไม่ต้องบอกกล่าวหรือออกบัตรเชิญ เมื่อผู้ใดทราบว่ามีงานศพ เป็นต้องบอกให้คนอื่น ๆ ได้ทราบต่อ ๆ กันไป แล้วรีบกุลีกุจอช่วยเหลือตามกำลังความสามารถของตน ยิ่งเป็นงานศพพระด้วยแล้ว จะมีคนไปช่วยมากเป็นพิเศษ เพราะถือว่าการไปช่วยงานศพพระนั้น ได้ผลานิสงฆ์แรง ยิ่งกว่าการทำบุญอื่นใด

ขบวนแห่งด้วยช้างทรงเครื่องครบ

ขบวนแห่งที่นำมาด้วยช้างทรงเครื่องครบดังในภาพนี้ ในสมัยก่อนไม่ใช่ของแปลกอะไรเลย เพราะสมัยก่อนดินแดนล้านาไทย ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนของช้างและไม้สัก แต่สมัยนี้จะหาดูได้ยากเต็มทีแล้ว

ขบวนแห่นำด้วยช้างทรงเครื่องครบในภาพนี้ ถ่ายโดยหลวงอนุสารสุนทรเมื่อ พ.ศ.2445 สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งในภาพนี้คือ สภาพร้านค้า ปลูกสร้างในแบบฉบับของพื้นเมืองแท้ ๆ สิ่งเหล่านี้เลือนหายไปจากความทรงจำตามกาลเวลาเสียแล้วคณะข้าราชการไปรษณีย์โทรเลข และข้าราชการกรมแผนที่เชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดงานรื่นเริงประจำปีขึ้นและการแต่งกายแฟนซีเข้าร่วมงานด้วย