![]() |
||||||||||||||||||||||


พญามังรายประทับที่นครหริภุญไชย หลังจากที่ทรงเข้าครอบครองเมืองได้สำเร็จ
เป็นเวลานานถึง 2 ปี ก่อนจะพระราชทานพระราชอำนาจแก่อ้ายฟ้าอำมาตย์ต่อไป จากนั้นพระองค์
ได้เสด็จไปสร้างเมืองใหม่ทางฝั่งตะวันออกในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง
แล้วพระราชทานนามว่าเวียงกุมกาม
(ปัจจุบันเวียงกุมกามอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่)
อีก 3 ปี ต่อมา พระองค์ทรงพบชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การสร้างเมืองใหม่ขณะเสด็จประพาสป่า
ทางตอนเหนือของเวียงกุมกาม บริเวณนั้นคือดอยอ้อยช้างหรือดอยสุเทพนั่นเอง
เวียงเล็กจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างที่ประทับชั่วคราวในชัยภูมิอันเหมาะสมต่อการตั้งเมือง(ปัจจุบันเวียงเล็กเป็นที่ตั้งของวัดเชียงมั่น)
วัดพระธาตุศรีจอมทอง วัดเชียงมั่นเดิมเป็นที่ตั้งเวียงเล็ก ที่ประทับชั่วคราวของพญามังราย
พญาเม็งรายทรงเชิญพระสหายร่วมน้ำสาบานอีก 2 พระองค์ คือ พ่อ ขุนรามคำแหงมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัยและพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา มาช่วยพิจารณาหาที่ตั้งเมืองใหม่ เพื่อสร้างขึ้นเป็นการถาวร โดยทั้ง 3 พระองค์ทรงร่วมกันเสด็จออกสำรวจชัยภูมิโดยรอบดอยสุเทพ ซึ่งในที่สุดทรงมีความเห็นตรงกันว่าชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การสร้างเมืองใหม่ก็คือ บริเวณที่ราบริมฝั่งแม่น้ำปิงตรงเชิงดอยสุเทพ เนื่องจากมีสภาพสมบรูณ์ อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำหรือป่าใหญ่ ล้วนเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต ชัยภูมิเหมาะสมเพราะสามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมได้โดยรอบสะดวกแก่การควบคุมหัวเมืองต่าง ๆ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางการค้าโดยอาศัยแม่น้ำปิงเป็นเส้นทางในการติดต่อค้าขายและขนส่งระหว่างอาณาจักรกับหัวเมืองตอนใต้ และหัวเมืองตะวันตกอย่างมอญและพม่า กับหัวเมืองตอนบนอย่างเชียงรุ้งและยูนนาน
ในที่สุดการสร้างเมืองใหม่ที่เชิงดอยสุเทพบริเวณที่ราบแม่น้ำปิง ก็เริ่มขึ้นโดยพญามังรายโปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคูและสร้างกำแพงเมืองขึ้นด้วย กำแพงเมืองมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 800 วา และยาว1,000 วา เริ่มสร้างจากทางเหนือมาจรดฝั่งตะวันออก ซึ่งถือเป็นทิศมงคลโดยเรียกมุมที่เป็นมงคลนี้ว่าแจ่งศรีภูมิ ( ในภาษาคำเมือง คำว่า แจ่ง แปลว่า มุม )
ประตูทั้ง 4 ด้านมีความกว้างเท่ากัน คือ 4วา โดยอยู่ตรงกึ่งกลางของแต่ละด้าน
แต่ละทิศได้แก่
1. ประตูหัวเวียง อยู่ทางด้านเหนือ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นประตูช้างเผือก
ตามชื่ออนุสาวรีย์พญาช้างเผือก หรือพญาปราบเมืองยักษ์เมืองมารและ
พญาปราบจักรวา (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณหน้าขนส่งเดิม )
2. ประตูท้ายเวียง อยู่ทางด้านใต้ ภายหลังเปล่ยนชื่อเป็นประตู เชียงใหม่
สาเหตุเปลี่ยนชื่อไม่ทราบแน่ชัด
3. ประตูท่าแพ อยู่ทางด้านตะวันออก ปัจจุบันยังคงใช้ชื่อนี้
เหตุที่ชื่อว่าท่าแพก็เนื่องจากมีถนนสายตรงเชื่อมไปยังลำน้ำปิง ซึ่งมีท่าจอดเรือแพ
ของพ่อค้าเมืองต่าง ๆ
4. ประตูสวนดอก อยู่ทางด้านตะวันตก ปัจจุบันยังเรียกชื่อนี้อยู่
ที่มาของชื่อสวนดอกนี้มาจากการที่พญามังรายโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระราชอุทยาน
ในบริเวณประตูเมืองด้านตะวันตกนั่นเอง
ต่อมาได้สร้างประตูเมืองเพิ่มขึ้นใหม่อีก 2 ประตู คือ
1. ประตูสวนปรุง เหตุที่มีการสร้างประตูสวนปรุงเพิ่มก็เนื่องจากการที่พระมเหสีของพญาแสนเมืองมาไม่โปรดที่ประทับอยู่ภายในกำแพงเมือง พญาเมืองมาจึงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างตำหนักขึ้นใหม่ตรงบริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ( ปัจจุบันอยู่ในท้องที่ตำบลสวนแร )ภายหลังเมื่อพญาสามฝั่งแกนขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ราชกุฎาคารหรือเจดีย์หลวงขึ้น แล้วเจาะประตูเมืองขึ้นใหม่ เพื่อสะดวกแก่การเสด็จลงมายังเจดีย์โดยไม่ต้องผ่านประตูท้ายเวียงประตูเมืองใหม่นี้มีชื่อว่า ประตูสวนแร ต่อมาในบริเวณใกล้กับประตูสวนแรได้กลายเป็นสถานที่ประหารนักโทษโดยให้หอกหรือหลาวแทงพุง สวนพุงชื่อประตูจึงเปลี่ยนมาเป็นประตูสวนปุง และในที่สุดจึงมีชื่อว่า ประตูสวนปรุง
2. ประตูช้างม่อย เมื่อพระเจ้าติโลราชขึ้นครองราชย์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นใหม่ทางตอนใต้ของแจ่งศรีภูมิ แล้วเจาะประตูใหม่ใกล้พระตำหนัก เรียกชื่อประตูว่า ประตูศรีภูมิ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อตาม ถนนที่ตั้งคือ ถนนช้างม่อย จึงเรียกว่าประตูช้างม่อยมาจนถึงทุกวันนี้
กำแพงและประตูเมืองที่สร้างขึ้นทั้งก่อนและหลังนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2062 ตรงกับสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว แต่ต่อมาเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา กำแพงเมืองและประตูเมืองเกือบทั้งหมดถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างถนน จึงนับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่โบราณสถานคู่เมืองเชียงใหม่ซึ่งใช้เวลาในการสร้างยาวนานและใช้แรงงานมหาศาลของบรรพบุรุษ ต้องถูกทุบทิ้งในชั่วเวลาเพียงไม่กี่วัน ด้วยความหลงลืมในคุณค่าที่ประมาณค่ามิได้ของมรดกแผ่นดิน
มุมหนึ่งของกำแพงเมือง

เมื่อสร้างเมืองเสร็จสมบูรณ์แล้ว พญาเม็งราย พ่อขุนรามคำแหง และพญางำเมือง ทรงร่วมกันตั้งชื่อเมืองใหม่นี้ว่า “ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” โดยมีสถานภาพเป็นราชธานีอันเป็นศูนย์กลางความเจริญทุก ๆ ด้านของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1839 ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา ขณะที่มีศูนย์กลางอยู่ที่นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่นั้นมีอยู่หลายประการด้วยกันกล่าวคือ พญามังรายได้ทรงวางรากฐานความเจริญในทุก ๆ ด้านภายใต้ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของอาณาจักรด้วยพระปรีชาสามารถ โดยในขั้นแรกพระองค์ได้ขยายอาณาเขตสร้างเครือข่ายทางการเมืองการปกครอง
และการค้าออกไปอย่างกว้างขวาง ด้วยการตีหัวเมืองต่าง ๆ หรือสร้างเมืองขึ้นใหม่แล้วส่งพระญาติเข้าไปปกครอง การตรากฎหมายมังรายศาสตร์ เพื่อออกกฎในการควบคุมกำลังพลและวางรากฐานกำเกณฑ์ของสังคมให้มีระเบียบแบบแผนเดียวกัน ร วมถึงเรื่องสำคัญอย่างเรื่องการค้าด้วย ซึ่งการขยายอำนาจของพญามังรายนั้นเป็นการขยายความสัมพันธ์โดยสันติวิธี ไม่ได้ใช้อำนาจเด็ดขาดเข้าริดรอนสิทธิจากเมืองในครอบครองแต่ประการใด พระองค์ทรงมอบหน้าที่ปกครองเมืองให้ผู้เป็นเจ้าเมืองปกครองกันเอง มีอำนาจเด็ดขาดในการดูแลทุกข์สุขของไพร่เมืองตน ตลาดการค้าจึงขยายตัวอย่างกว้างขวาง รายได้มหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่อาณาจักร ทำให้อาณาจักรล้านนาในขณะนั้นมีความมั่งคงไม่แพ้อาณาจักรใด ๆ เลย
ทางด้านศาสนา อาณาจักรล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับด้านอื่น ๆ โดยพญามังราย
ทรงรับพระพุทธศาสนามาจากแคว้นหริภุญไชย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ
สืบมาจนถึงสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา นอกจากนี้พญามังราย
ยังโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดวาอาราม ตลอดจนเจดีย์ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย เมื่อถึงสมัยพระเจ้ากือนา
พระองค์ทรงรับเอาพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จากอาณาจักรสุโขทัย เข้ามาเผยแผ่โดยอาราธนา
พระสุมนเถระมาจำพรรษา ที่เมืองหริภุญไชยก่อน แล้วจึงย้ายมายังวัดสวนดอก
หรือวัดบุปผารามที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ทั้งยังโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างเจดีย์บรรจุ พระบรมสารีริกธาติที่พระสุมนเถระอัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย
ไว้ที่วัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสนับสนุนให
พระสงฆ์ในนิกายเดิมให้บวชใหม่ในนิกายลังกาวงศ์อีกด้วย
ดังนั้นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนุทธที่เคยอยู่ที่เมืองหริภุญไชยจึงค่อยๆย้ายมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ต่อมาพุทธศาสนาของอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองถึงขั้นที่สามารถจัดการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นเองได้ในสมัยพระเจ้าติโลกราช ซึ่งนับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก
พระเจ้าติโลกราชทรงได้รับการยกย่อง ให้เป็นราชาธิราชเทียบเท่าพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เพราะนอกจากจะมีการสังคายนาพระไตรปิฎกแล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนคณะสงฆ์นิกายลังกาวงศ์ให้เผยแพร่พระธรรมจนเป็นที่เลื่อมใสอย่างแพร่หลาย
พระเจ้าติโลกราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดวาอารามขึ้นมากมายพระองค์ทรงสร้าง และต่อเติมเจดีย์หลวงแล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจากวัดพระธาตุลำปางหลวงมาประดิษฐานไว้ และความเชื่อเรื่องพระธาตุประจำเมืองก็เริ่มต้นในสมัยของพระองค์นี่เองเป็นการอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์และความสามัคคีของประชาชนในอาณาจักรเข้าด้วยกัน

อาณาจักรล้านนาในสมัยพระเจ้าติโลกราชมีอาณาเขตกว้างขวาง
ทางด้านเหนือตีได้เมืองเชียงรุ้งและเมืองยอง ส่วนทางด้านใต้และด้านตะวันออก
ตีได้เมืองแพร่ เมืองน่าน พร้อมทั้งแผ่อิทธิพลไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง
ทางด้านตะวันตกขยายอิทธิพลไปจนถึงรัฐฉาน นอกจากนี้ยังทำสงคราม
กับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถเป็นเวลาติดต่อกัน
ยาวนานถึง 25 ปี อีกด้วย แต่ในที่สุดก็ต้องรอมชอมผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน
เนื่องจากไม่สามารถเอาชนะกันได้ต่อมาในสมัยพญาแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 11
ภิกษุชาวเชียงใหม่ได้เขียนวรรณกรรมสำคัญ ๆ ทางพุทธศาสนาไว้หลายเล่มด้วยกัน
ได้แก่ จามเทวีวงศ์เวสสันดรทีปนี ชินกาลมาลีปกรณ์ มูลศาสนา ปัญญาสชาดก
จากเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองทางด้านอื่น ๆ
ที่ได้รับการบันทึกไว้นี้ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ในสมัยพระเจ้าติโลกราชและ
พญาแก้วนี้เป็นยุคทองแห่งล้านนาอย่างแท้จริงความเสื่อมลงของอาณาจักรล้านนา
และเมืองเชียงใหม่เริ่มต้นในปลายสมัยพญาแก้วเนื่องจากเมืองเชียงใหม่
ต้องพบกับความปราชัยในการสู้ศึกกับเมืองเชียงตุงและมีอุทกภัยเกิดขึ้น
ที่เมืองเชียงใหม่กษัตริย์หลังสมัยพญาแก้วทรงอ่อนแอ ทำให้เกิดการจลาจล
แย่งชิงราชบัลลังก์กันบ่อยครั้งจนสถาบันกษัตริย์สั่นคลอน การปกครองหย่อยอำนาจเมื่อศูนย์กลางอำนาจเกิดความระส่ำระสายก็ถึง
คราวล่มสลายของอาณาจักรล้านนา เมืองในความปกครองของ
อาณาจักรล้านนาต่างพากันแยกตัวเป็นอิสระแย่งชิงอำนาจ ไม่ส่งรายได้เข้าอาณาจักรในที่สุดอาณาจักรล้านนาก็ต้องตกเป็นเมืองขึ้น
ของพม่านานถึง 216 ปี โดยเริ่มในปี พ.ศ. 2101 ตรงกับรัชสมัย
พระมหาเทวีจิรประภาอย่างไรก็ตาม พม่าไม่สามารถยึดครองอาณา
จักรล้านนาไว้ได้ตลอดมากล่าวคือ หากเมื่อใดที่พม่ามีกษัตริย์อ่อนแอปกครอง ชาวล้านนาก็จะพากันต่อต้านคิดแยกตัวเป็นอิสระ
ในปี พ.ศ. 2101 - พ.ศ. 2207 พม่าให้ขุนนางล้านนาปกครองตนเองแต่
ต้องส่งเครื่องบรรณาการและส่วยที่กำหนดไปให้พม่าเป็นประจำทุกปี
ในปี พ.ศ. 2207 – พ.ศ. 2317 พม่าได้ผนวกล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ของเมืองพม่า ทำให้ฐานะของล้านนาเปลี่ยนไป พม่าทอนอำนาจเชียงใหม
่ลงด้วยการแยกเชียงแสนออกจากการปกครองของเชียงใหม่ และตั้งขึ้นเป็นฐาน
ที่มั่นทางตอนบน ในปี พ.ศ. 2270 เชียงใหม่แยกตัวเป็นอิสระได้อีกครั้ง
และในปี พ.ศ. 2306 เชียงใหม่ก็ถูกพม่ายึดอำนาจคืน โดยพม่าได้กวาดต้อน
ชาวล้านนาไปจนหมดเมืองเชียงใหม่ และปกครองอย่างเข้มงวด ทั้งยังกวาดต้อน
ชาวล้านนาไปจนหมดเมืองเชียงใหม่และปกครองอย่างเข้มงวด ทั้งยังกดขี่สารพัด
ขุนนางล้านนาล้วนทนการกระทำของพม่าได้ พระยาจ่าบ้าน ขุนนางเชียงใหม่และ
พระยากาวิละเจ้าลำปางจึงพากันไปสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้า
ตากสินเข้าร่วมกับกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม
่ในปี พ.ศ. 2317 จากนั้นอีก 30 ปี ต่อมาจึงสามารถขับไล่พม่าออกจากเชียงแสน
ได้หมด เป็นอันว่าพม่าสิ้นอิทธิพลในเชียงใหม่นับแต่นั้น
พระยาจ่าบ้านได้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นคนแรก ในยุคที่พ้น
จากการครอบครองของพม่า เมื่อท่านเสียชีวิตลงในปลายสมัยธนบุรี เข้าสู่สมัยต้น
รัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้โปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งพระยากาวิละเป็นพระเจ้ากาวิละ ปกครองเมืองเชียงใหม่ต่อมา
การสร้างบ้านแปงเมืองเชียงใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในสมัยพระเจ้ากาวิละ
พระองค์ทรงพยายามเข้าแทนที่กษัตริย์ราชวงศ์มังรายโดยทรงกระทำพิธีราชา
ภิเษกสถาปนาราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนขึ้น โดยมีลักษณะเดียวกับราชวงศ์มังราย
สร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ ปฏิสังขรณ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาพระเจ้ากาวิละยังทรงยึดถือจารีตดั้งเดิม ทรงใช้
้กฎหมายมังรายศาสตร์โดยให้เมืองต่าง ๆ ปกครองตนเอง ฟื้นฟูระบบการค้า
แบบส่วยและตลาดที่เจ้าเมืองเป็นผู้แสวงหาประโยชน์จากการค้าพระองค์ทรง
มีความสัมพันธ์ในฐานะเมืองประเทศราชกับกรุงเทพฯ
มีการจัดส่งส่วยสิ่งของและไพร่พลตามที่ส่วนกลางกะเกณฑ์ เมื่อส่วนกลางแต่งตั้ง
เจ้าเมืองและขุนนางระดับสูง ทางเชียงใหม่ก็ยอมรับโดยดุษฎี จนเมื่อล่วงถึงรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อิทธิพลตะวันตกได้แผ่เข้ามาใน
ราชอาณาจักรสยามแล้วเลยเข้าสู่อาณาจักรล้านนาด้วยรัฐบาลกลางจึง
ถือโอกาสเข้าแทรกแซงดำเนินการปฎิรูปการปกครองหัวเมืองประเทศราช
เมืองประเทศราชอย่างเชียงใหม่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ
อาณาจักรสยามแม้แต่น้อย เนื่องจากไม่เคยคบหากันมาก่อนเหมือนกับพวก
พม่า ลาว เงี้ยว และชาวกรุงเทพฯ ก็รู้สึกว่าชาวล้านนาเป็นคนต่างชาติต่าง
ภาษากับตน เพราะชาวล้านนามีขนบธรรมประเพณี วัฒนธรรมและ
ภาษาทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน เป็นเอกลักษณ์ของตนอย่างเด่นชัด
ความรู้สึกดังกล่าวจึงค่อย ๆลดลงโดยสิ่งที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือการปฎิรูปการศึกษาและการ
ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กว่า 600 ปีที่เชียงใหม่มีฐานะเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา
และรักษาความยิ่งใหญ่ของตนในทุก ๆ ด้านได้อย่างไม่เสื่อมคลาย
ผ่านกาลเวลามาอีก 100 ปี ล่วงเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ความเจริญรุ่งเรือง
ก็ยังคงอยู่และมีมนต์ขลังให้ผู้คนรำลึกถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ไม่เสื่อมคลาย
เชียงใหม่วันนี้มีสถานภาพเป็นเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลาง
ทางเศรษฐกิจการค้า การศึกษาของภาคเหนือและทีสำคัญ…เชียงใหม่
วันนี้ยังคงอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีของตนไว้อย่างเหนียวแน่นรวมทั้งงานหัตถศิลป์อันมีเอกลักษณ์งดงาม