หน้าแรก
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
About Website
Lanna Gallery
                                                   เล่าเรื่องเมืองเชียงใหม่

                           
     
           สามพระสหายร่วมน้ำสาบาน พญางำเมือง พญามังราย และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
      นอกจากเชียงใหม่จะเป็นแหล่งประเพณี  ศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทยแล้ว ยังเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนาอันเรืองรอง มีแหล่งผลิตงานศิลปหัตถกรรมอันหลากหลาย
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีต ปัจจุบันมีคำขวัญประจำเมืองว่า
“ดอยสุเทพเป็นศรีประเพณีเป็นสง่า บุปผาชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์”
ศูนย์กลางอันเกรียงไกรแห่งอาณาจักรล้านนา

           เมืองเชียงใหม่มีตำนานการก่อเกิดอันยิ่งใหญ่ สมค่าความเป็นเพชรงานแห่งอาณาจักรล้านนา ในปี   พ.ศ. 1834 พญามังรายผู้ครองอาณาจักรล้านนาได้ทรงกรีฑาทัพพร้อมไพร่พลจำนวนมากจากทางใต้เพื่อเข้าตีนครหริภุญไชย ซึ่งในที่สุดพระองค์ทรงได้รับชัยชนะเหนือผู้ครองนครหริภุญไชย
         นาม"พญายีพา"





           พญามังรายประทับที่นครหริภุญไชย หลังจากที่ทรงเข้าครอบครองเมืองได้สำเร็จ
เป็นเวลานานถึง 2 ปี ก่อนจะพระราชทานพระราชอำนาจแก่อ้ายฟ้าอำมาตย์ต่อไป จากนั้นพระองค์
ได้เสด็จไปสร้างเมืองใหม่ทางฝั่งตะวันออกในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง
แล้วพระราชทานนามว่าเวียงกุมกาม
(ปัจจุบันเวียงกุมกามอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่)
         อีก 3 ปี ต่อมา พระองค์ทรงพบชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การสร้างเมืองใหม่ขณะเสด็จประพาสป่า
ทางตอนเหนือของเวียงกุมกาม บริเวณนั้นคือดอยอ้อยช้างหรือดอยสุเทพนั่นเอง
เวียงเล็กจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างที่ประทับชั่วคราวในชัยภูมิอันเหมาะสมต่อการตั้งเมือง(ปัจจุบันเวียงเล็กเป็นที่ตั้งของวัดเชียงมั่น)

                                           
                     
     วัดพระธาตุศรีจอมทอง         วัดเชียงมั่นเดิมเป็นที่ตั้งเวียงเล็ก ที่ประทับชั่วคราวของพญามังราย

  





        พญาเม็งรายทรงเชิญพระสหายร่วมน้ำสาบานอีก 2 พระองค์ คือ พ่อ ขุนรามคำแหงมหาราชแห่งอาณาจักรสุโขทัยและพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา มาช่วยพิจารณาหาที่ตั้งเมืองใหม่ เพื่อสร้างขึ้นเป็นการถาวร โดยทั้ง 3 พระองค์ทรงร่วมกันเสด็จออกสำรวจชัยภูมิโดยรอบดอยสุเทพ ซึ่งในที่สุดทรงมีความเห็นตรงกันว่าชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การสร้างเมืองใหม่ก็คือ บริเวณที่ราบริมฝั่งแม่น้ำปิงตรงเชิงดอยสุเทพ เนื่องจากมีสภาพสมบรูณ์ อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำหรือป่าใหญ่ ล้วนเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต ชัยภูมิเหมาะสมเพราะสามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมได้โดยรอบสะดวกแก่การควบคุมหัวเมืองต่าง ๆ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางการค้าโดยอาศัยแม่น้ำปิงเป็นเส้นทางในการติดต่อค้าขายและขนส่งระหว่างอาณาจักรกับหัวเมืองตอนใต้ และหัวเมืองตะวันตกอย่างมอญและพม่า กับหัวเมืองตอนบนอย่างเชียงรุ้งและยูนนาน
 

         ในที่สุดการสร้างเมืองใหม่ที่เชิงดอยสุเทพบริเวณที่ราบแม่น้ำปิง  ก็เริ่มขึ้นโดยพญามังรายโปรดเกล้า ฯ ให้ขุดคูและสร้างกำแพงเมืองขึ้นด้วย  กำแพงเมืองมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 800 วา และยาว1,000 วา เริ่มสร้างจากทางเหนือมาจรดฝั่งตะวันออก ซึ่งถือเป็นทิศมงคลโดยเรียกมุมที่เป็นมงคลนี้ว่าแจ่งศรีภูมิ ( ในภาษาคำเมือง คำว่า แจ่ง แปลว่า มุม )

                                   ประตูทั้ง 4 ด้านมีความกว้างเท่ากัน คือ 4วา โดยอยู่ตรงกึ่งกลางของแต่ละด้าน   
                                   แต่ละทิศได้แก่

                                   1. ประตูหัวเวียง อยู่ทางด้านเหนือ ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นประตูช้างเผือก
                                    ตามชื่ออนุสาวรีย์พญาช้างเผือก หรือพญาปราบเมืองยักษ์เมืองมารและ
                                   พญาปราบจักรวา (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณหน้าขนส่งเดิม )

                                   2. ประตูท้ายเวียง อยู่ทางด้านใต้ ภายหลังเปล่ยนชื่อเป็นประตู เชียงใหม่
                                  สาเหตุเปลี่ยนชื่อไม่ทราบแน่ชัด

                                   3. ประตูท่าแพ อยู่ทางด้านตะวันออก ปัจจุบันยังคงใช้ชื่อนี้      
                                   เหตุที่ชื่อว่าท่าแพก็เนื่องจากมีถนนสายตรงเชื่อมไปยังลำน้ำปิง ซึ่งมีท่าจอดเรือแพ
                                   ของพ่อค้าเมืองต่าง ๆ

                                  4. ประตูสวนดอก อยู่ทางด้านตะวันตก ปัจจุบันยังเรียกชื่อนี้อยู่
                                 ที่มาของชื่อสวนดอกนี้มาจากการที่พญามังรายโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระราชอุทยาน
                                  ในบริเวณประตูเมืองด้านตะวันตกนั่นเอง

                                  ต่อมาได้สร้างประตูเมืองเพิ่มขึ้นใหม่อีก 2 ประตู คือ

1. ประตูสวนปรุง เหตุที่มีการสร้างประตูสวนปรุงเพิ่มก็เนื่องจากการที่พระมเหสีของพญาแสนเมืองมาไม่โปรดที่ประทับอยู่ภายในกำแพงเมือง พญาเมืองมาจึงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างตำหนักขึ้นใหม่ตรงบริเวณนอกกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ( ปัจจุบันอยู่ในท้องที่ตำบลสวนแร )ภายหลังเมื่อพญาสามฝั่งแกนขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ราชกุฎาคารหรือเจดีย์หลวงขึ้น แล้วเจาะประตูเมืองขึ้นใหม่ เพื่อสะดวกแก่การเสด็จลงมายังเจดีย์โดยไม่ต้องผ่านประตูท้ายเวียงประตูเมืองใหม่นี้มีชื่อว่า ประตูสวนแร ต่อมาในบริเวณใกล้กับประตูสวนแรได้กลายเป็นสถานที่ประหารนักโทษโดยให้หอกหรือหลาวแทงพุง สวนพุงชื่อประตูจึงเปลี่ยนมาเป็นประตูสวนปุง และในที่สุดจึงมีชื่อว่า ประตูสวนปรุง

2. ประตูช้างม่อย เมื่อพระเจ้าติโลราชขึ้นครองราชย์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นใหม่ทางตอนใต้ของแจ่งศรีภูมิ แล้วเจาะประตูใหม่ใกล้พระตำหนัก เรียกชื่อประตูว่า ประตูศรีภูมิ ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อตาม ถนนที่ตั้งคือ ถนนช้างม่อย จึงเรียกว่าประตูช้างม่อยมาจนถึงทุกวันนี้      
      กำแพงและประตูเมืองที่สร้างขึ้นทั้งก่อนและหลังนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2062 ตรงกับสมัยพระเจ้าเมืองแก้ว แต่ต่อมาเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา กำแพงเมืองและประตูเมืองเกือบทั้งหมดถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างถนน จึงนับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่โบราณสถานคู่เมืองเชียงใหม่ซึ่งใช้เวลาในการสร้างยาวนานและใช้แรงงานมหาศาลของบรรพบุรุษ ต้องถูกทุบทิ้งในชั่วเวลาเพียงไม่กี่วัน ด้วยความหลงลืมในคุณค่าที่ประมาณค่ามิได้ของมรดกแผ่นดิน


                                                          
มุมหนึ่งของกำแพงเมือง
                                                  

            เมื่อสร้างเมืองเสร็จสมบูรณ์แล้ว พญาเม็งราย พ่อขุนรามคำแหง และพญางำเมือง ทรงร่วมกันตั้งชื่อเมืองใหม่นี้ว่า “ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” โดยมีสถานภาพเป็นราชธานีอันเป็นศูนย์กลางความเจริญทุก ๆ ด้านของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1839 ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนา ขณะที่มีศูนย์กลางอยู่ที่นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่นั้นมีอยู่หลายประการด้วยกันกล่าวคือ พญามังรายได้ทรงวางรากฐานความเจริญในทุก ๆ ด้านภายใต้ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของอาณาจักรด้วยพระปรีชาสามารถ โดยในขั้นแรกพระองค์ได้ขยายอาณาเขตสร้างเครือข่ายทางการเมืองการปกครอง
และการค้าออกไปอย่างกว้างขวาง ด้วยการตีหัวเมืองต่าง ๆ หรือสร้างเมืองขึ้นใหม่แล้วส่งพระญาติเข้าไปปกครอง การตรากฎหมายมังรายศาสตร์ เพื่อออกกฎในการควบคุมกำลังพลและวางรากฐานกำเกณฑ์ของสังคมให้มีระเบียบแบบแผนเดียวกัน ร วมถึงเรื่องสำคัญอย่างเรื่องการค้าด้วย ซึ่งการขยายอำนาจของพญามังรายนั้นเป็นการขยายความสัมพันธ์โดยสันติวิธี ไม่ได้ใช้อำนาจเด็ดขาดเข้าริดรอนสิทธิจากเมืองในครอบครองแต่ประการใด พระองค์ทรงมอบหน้าที่ปกครองเมืองให้ผู้เป็นเจ้าเมืองปกครองกันเอง มีอำนาจเด็ดขาดในการดูแลทุกข์สุขของไพร่เมืองตน ตลาดการค้าจึงขยายตัวอย่างกว้างขวาง รายได้มหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่อาณาจักร ทำให้อาณาจักรล้านนาในขณะนั้นมีความมั่งคงไม่แพ้อาณาจักรใด ๆ เลย

                   ทางด้านศาสนา อาณาจักรล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับด้านอื่น ๆ โดยพญามังราย
           ทรงรับพระพุทธศาสนามาจากแคว้นหริภุญไชย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธ
           สืบมาจนถึงสมัยพระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา นอกจากนี้พญามังราย
           ยังโปรดเกล้าฯให้สร้างวัดวาอาราม ตลอดจนเจดีย์ต่าง ๆ ขึ้นมากมาย เมื่อถึงสมัยพระเจ้ากือนา
           พระองค์ทรงรับเอาพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จากอาณาจักรสุโขทัย เข้ามาเผยแผ่โดยอาราธนา
           พระสุมนเถระมาจำพรรษา ที่เมืองหริภุญไชยก่อน แล้วจึงย้ายมายังวัดสวนดอก
                                  หรือวัดบุปผารามที่พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ทั้งยังโปรดเกล้าฯ
                                  ให้สร้างเจดีย์บรรจุ พระบรมสารีริกธาติที่พระสุมนเถระอัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย
                                  ไว้ที่วัดสวนดอกและวัดพระธาตุดอยสุเทพ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสนับสนุนให
                                  พระสงฆ์ในนิกายเดิมให้บวชใหม่ในนิกายลังกาวงศ์อีกด้วย

ดังนั้นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนุทธที่เคยอยู่ที่เมืองหริภุญไชยจึงค่อยๆย้ายมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ต่อมาพุทธศาสนาของอาณาจักรล้านนาเจริญรุ่งเรืองถึงขั้นที่สามารถจัดการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้นเองได้ในสมัยพระเจ้าติโลกราช ซึ่งนับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก

       พระเจ้าติโลกราชทรงได้รับการยกย่อง ให้เป็นราชาธิราชเทียบเท่าพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เพราะนอกจากจะมีการสังคายนาพระไตรปิฎกแล้ว พระองค์ยังทรงสนับสนุนคณะสงฆ์นิกายลังกาวงศ์ให้เผยแพร่พระธรรมจนเป็นที่เลื่อมใสอย่างแพร่หลาย

        พระเจ้าติโลกราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดวาอารามขึ้นมากมายพระองค์ทรงสร้าง และต่อเติมเจดีย์หลวงแล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจากวัดพระธาตุลำปางหลวงมาประดิษฐานไว้ และความเชื่อเรื่องพระธาตุประจำเมืองก็เริ่มต้นในสมัยของพระองค์นี่เองเป็นการอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์และความสามัคคีของประชาชนในอาณาจักรเข้าด้วยกัน

  

          อาณาจักรล้านนาในสมัยพระเจ้าติโลกราชมีอาณาเขตกว้างขวาง
ทางด้านเหนือตีได้เมืองเชียงรุ้งและเมืองยอง ส่วนทางด้านใต้และด้านตะวันออก
ตีได้เมืองแพร่ เมืองน่าน พร้อมทั้งแผ่อิทธิพลไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง
ทางด้านตะวันตกขยายอิทธิพลไปจนถึงรัฐฉาน นอกจากนี้ยังทำสงคราม
กับกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถเป็นเวลาติดต่อกัน
ยาวนานถึง 25 ปี อีกด้วย แต่ในที่สุดก็ต้องรอมชอมผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน
เนื่องจากไม่สามารถเอาชนะกันได้
ต่อมาในสมัยพญาแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 11
ภิกษุชาวเชียงใหม่ได้เขียนวรรณกรรมสำคัญ ๆ ทางพุทธศาสนาไว้หลายเล่มด้วยกัน
ได้แก่ จามเทวีวงศ์เวสสันดรทีปนี ชินกาลมาลีปกรณ์ มูลศาสนา ปัญญาสชาดก
จากเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองทางด้านอื่น ๆ
ที่ได้รับการบันทึกไว้นี้ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ในสมัยพระเจ้าติโลกราชและ
พญาแก้วนี้เป็นยุคทองแห่งล้านนาอย่างแท้จริง
ความเสื่อมลงของอาณาจักรล้านนา
และเมืองเชียงใหม่เริ่มต้นในปลายสมัยพญาแก้ว
เนื่องจากเมืองเชียงใหม่
ต้องพบกับความปราชัยในการสู้ศึกกับเมืองเชียงตุงและมีอุทกภัยเกิดขึ้น
ที่เมืองเชียงใหม่
กษัตริย์หลังสมัยพญาแก้วทรงอ่อนแอ ทำให้เกิดการจลาจล
แย่งชิงราชบัลลังก์กันบ่อยครั้งจนสถาบันกษัตริย์สั่นคลอน การปกครองหย่อยอำนาจเมื่อศูนย์กลางอำนาจเกิดความระส่ำระสายก็ถึง
คราวล่มสลายของอาณาจักรล้านนา เมืองในความปกครองของ
อาณาจักรล้านนาต่างพากันแยกตัวเป็นอิสระแย่งชิงอำนาจ ไม่ส่งรายได้เข้าอาณาจักรในที่สุดอาณาจักรล้านนาก็ต้องตกเป็นเมืองขึ้น
ของพม่านานถึง 216 ปี โดยเริ่มในปี พ.ศ. 2101 ตรงกับรัชสมัย
พระมหาเทวีจิรประภา
อย่างไรก็ตาม พม่าไม่สามารถยึดครองอาณา
จักรล้านนาไว้ได้ตลอดมากล่าวคือ หากเมื่อใด
ที่พม่ามีกษัตริย์อ่อนแอปกครอง ชาวล้านนาก็จะพากันต่อต้านคิดแยกตัวเป็นอิสระ

ในปี พ.ศ. 2101 - พ.ศ. 2207 พม่าให้ขุนนางล้านนาปกครองตนเองแต่
ต้องส่งเครื่องบรรณาการและส่วยที่กำหนดไปให้พม่าเป็นประจำทุกปี

ในปี พ.ศ. 2207 – พ.ศ. 2317 พม่าได้ผนวกล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่ง
ของเมืองพม่า ทำให้ฐานะของล้านนาเปลี่ยนไป พม่าทอนอำนาจเชียงใหม
่ลงด้วยการแยกเชียงแสนออกจากการปกครองของเชียงใหม่ และตั้งขึ้นเป็นฐาน
ที่มั่นทางตอนบน 
ในปี พ.ศ. 2270 เชียงใหม่แยกตัวเป็นอิสระได้อีกครั้ง
และในปี พ.ศ. 2306 เชียงใหม่ก็ถูกพม่ายึดอำนาจคืน โดยพม่าได้กวาดต้อน
ชาวล้านนาไปจนหมดเมืองเชียงใหม่ และปกครองอย่างเข้มงวด ทั้งยังกวาดต้อน
ชาวล้านนาไปจนหมดเมืองเชียงใหม่และปกครองอย่างเข้มงวด ทั้งยังกดขี่สารพัด
ขุนนางล้านนาล้วนทนการกระทำของพม่าได้ พระยาจ่าบ้าน ขุนนางเชียงใหม่และ
พระยากาวิละเจ้าลำปางจึงพากันไปสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้า
ตากสินเข้าร่วมกับกองทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม
่ในปี พ.ศ. 2317 จากนั้นอีก 30 ปี ต่อมาจึงสามารถขับไล่พม่าออกจากเชียงแสน
ได้หมด เป็นอันว่าพม่าสิ้นอิทธิพลในเชียงใหม่นับแต่นั้น
        
พระยาจ่าบ้านได้ขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นคนแรก ในยุคที่พ้น
จากการครอบครองของพม่า เมื่อท่านเสียชีวิตลงในปลายสมัยธนบุรี เข้าสู่สมัยต้น
รัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้โปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งพระยากาวิละเป็นพระเจ้ากาวิละ ปกครองเมืองเชียงใหม่ต่อมา
     
การสร้างบ้านแปงเมืองเชียงใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในสมัยพระเจ้ากาวิละ
พระองค์ทรงพยายามเข้าแทนที่กษัตริย์ราชวงศ์มังรายโดยทรงกระทำพิธีราชา
ภิเษกสถาปนาราชวงศ์เจ้าเจ็ดตนขึ้น โดยมีลักษณะเดียวกับราชวงศ์มังราย
สร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ ปฏิสังขรณ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
พระเจ้ากาวิละยังทรงยึดถือจารีตดั้งเดิม ทรงใช้
้กฎหมายมังรายศาสตร์โดยให้เมืองต่าง ๆ
ปกครองตนเอง ฟื้นฟูระบบการค้า
แบบส่วยและตลาดที่เจ้าเมืองเป็นผู้แสวงหาประโยชน์จากการค้า
พระองค์ทรง
มีความสัมพันธ์ในฐานะเมืองประเทศราชกับกรุงเทพฯ
มีการจัดส่งส่วยสิ่งของและไพร่พลตามที่ส่วนกลางกะเกณฑ์ เมื่อส่วนกลางแต่งตั้ง
เจ้าเมืองและขุนนางระดับสูง ทางเชียงใหม่ก็ยอมรับโดยดุษฎี จนเมื่อล่วงถึงรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อิทธิพลตะวันตกได้แผ่เข้ามาใน
ราชอาณาจักรสยามแล้วเลยเข้าสู่อาณาจักรล้านนาด้วยรัฐบาลกลางจึง
ถือโอกาสเข้าแทรกแซงดำเนินการปฎิรูปการปกครองหัวเมืองประเทศราช
          
เมืองประเทศราชอย่างเชียงใหม่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ
อาณาจักรสยามแม้แต่น้อย เนื่องจากไม่เคยคบหากันมาก่อนเหมือนกับพวก
พม่า ลาว เงี้ยว และชาวกรุงเทพฯ ก็รู้สึกว่าชาวล้านนาเป็นคนต่างชาติต่าง
ภาษากับตน เพราะชาวล้านนามีขนบธรรมประเพณี วัฒนธรรมและ
ภาษาทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน เป็นเอกลักษณ์ของตนอย่างเด่นชัด
ความรู้สึกดังกล่าวจึงค่อย ๆลดลงโดยสิ่งที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
ต่อความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้คือการปฎิรูปการศึกษาและการ
ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  
กว่า 600 ปีที่เชียงใหม่มีฐานะเป็นเมืองหลวงศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา
และรักษาความยิ่งใหญ่ของตนในทุก ๆ ด้านได้อย่างไม่เสื่อมคลาย
ผ่านกาลเวลามาอีก 100 ปี ล่วงเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ความเจริญรุ่งเรือง
ก็ยังคงอยู่และมีมนต์ขลังให้ผู้คนรำลึกถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์
ไม่เสื่อมคลาย
          
เชียงใหม่วันนี้มีสถานภาพเป็นเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลาง
ทางเศรษฐกิจการค้า การศึกษาของภาคเหนือและทีสำคัญ…เชียงใหม่
วันนี้ยังคงอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณีของตนไว้อย่างเหนียวแน่นรวมทั้งงานหัตถศิลป์อันมีเอกลักษณ์งดงาม