|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
ร่มกระดาษสาบ่อสร้าง
ไม่เลือนลางไปตามกาลเวลา
“บ่อสร้างกางจ้อง” (คำว่า จ้อง แปลว่า ร่ม) คำนี้ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมเรียกขานมานานจนติดปากไปแล้ว ถึงขั้นมีการนำไปใช้เป็นชื่อเพลงยอดนิยมของคุณทิวา ภูมิประเทศ (ทอม ดันดี) เลยทีเดียว “สาวน้อยกางจ้อง” ซึ่งหมายถึง สาวสวยเชียงใหม่ในชุดผ้าไหมพื้นเมือง ผมยาวประบ่า กางร่มสีสันสวยงาม ก็ปรากฎอยู่ในขบวนแห่และงานต่าง ๆ ของเชียงใหม่ และปรากฎอยู่ในภาพโปสเตอร์จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของถิ่นไทยงามไปแล้ว
ที่มาของร่มบ่อสร้าง
ความเป็นมาเกี่ยวกับเรื่องการทำร่มกระดาษสาบ่อสร้างนั้นมีการบอกเล่ากันมา 2 ทางด้วยกัน
เรื่องแรกก็คือ ในสมัยก่อนมีพระธุดงค์มาปักกลดที่บ้านบ่อสร้าง แล้วกลดที่ปักไว้นั้นใช้การไม่ได้เนื่องจากมีลมพายุพัดแรงมาก ชายชราผู้หนึ่ง
หนึ่งชื่อเผือกได้ซ่อมแซมให้จนใช้ได้ และได้นำมาเป็นตัวอย่างดัดแปลงทำร่มใช้ขึ้นในเวลาต่อมา
อีกเรื่องหนึ่งเล่าถึงที่มาของร่มบ่อสร้าง ประมาณกว่า 100 ปีมาแล้วพระอินถาผู้เป็นภิกษุประจำสำนักสงฆ์วัดบ่อสร้างได้ธุดงค์ปฏิบัติธรรมไปยังที่ต่าง ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านธุดงค์เข้าไปใกล้ชายแดนพม่าและมีชาวพม่านำกลดมาถวาย ด้วยความที่ท่านมีความสนใจในเรื่องศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่าง ๆ อยู่แล้ว รู้สึกชอบกลดที่ชาวบ้านนำมาถวายจึงสอบถามถึงที่มา ชาวพม่าที่นำกลดมาถวายได้เล่าให้ฟังว่า เมืองที่เขาอยู่นั้นมีการทำกลดกัน ท่านจึงเดินทางเข้าไปในเมืองพม่า แล้วได้เห็นจริงตามที่ขาวพม่าผู้นั้นบอก ท่านมีความเห็นว่ากลดซึ่งมีลักษณะเหมือนร่มนี้ใช้กันแดดกันฝนได้ ทำจากวัสดุที่หาง่าย และสามารถพกพาไปไหนต่อไหนได้สะดวก
พระอินถาตั้งใจศึกษาฝึกฝนจนสามารถทำร่มหรือกลดชนิดนี้ได้ หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับมายังบ้านบ่อสร้างเพื่อเผยแพร่วิธีการทำร่ม โดยใช้วัดเป็นโรงเรียน ชาวบ้านมาสนใจเรียนการทำร่มจำนวนมาก โดยฝ่ายชายศึกษาเรื่องการทำโครงร่มโดยใช้ไม้บงหรือไม้ไผ่ ฝ่ายหญิงศึกษาเรื่องการทำกระดาษสาสำหรับใช้คลุมร่ม ไม่นานนักก็สามารถทำกันได้ จนกลายเป็นอาชีพหนึ่งรองจากการทำนา
จึงเกิดเป็นหมู่บ้านทำร่มขึ้นมาโดยเฉพาะ จนบ่อสร้างมีชื่อเสียงในการทำร่มมาจนถึงทุกวันนี้
วิวัฒนาการของร่มบ่อสร้าง
แรกเริ่มในสมัยที่พระอินถานำงานทำร่มกระดาษสามาเผยแพร่ที่บ้านบ่อสร้างนั้น ท่านใช้กระดาษสาที่ได้จากต้นปอสาของป่าแถมหมู่บ้าน ตัวโครงก็ใช้ไม้บง หัวและตุ้มหรือจุกร่มใช้ไม้ส้มเห็ด คันร่มใช้ไม้รวก มียางตะโกเป็นกาวแล้วทาทับกระดาษสาด้วยน้ำมันยางเพื่อกันแดดกันฝน
ต่อมาก็ยังคงใช้โครงไม้บงหรือไม้ไผ่ แต่มีการนำพวกเปลือกไม้ ดินแดงและเขม่า ไปผสมยางไม้มาย้อมทาแทน จนเกิดเป็นสีดำและสีแดง ชาวบ้าน
ทุกขั้นตอนล้วนต้องอาศัยฝีมือและความชำนาญ
รุ่นนั้นทำร่มขึ้นเพื่อไปถวายวัดในเทศกาลงานบุญ หากทำได้จำนวนมากก็จะนำไปขายในเมือง
เมื่อขายดีเป็นที่นิยมก็มีการส่งเสริมการผลิตกันอย่างจริงจัง โดยเพิ่มการวาดสีสันลวดลายให้เกิดความงดงาม การทำร่มกระดาษสาจึงไม่ได้ทำขึ้นเพียงเพื่อใช้ในครอบครัวอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นอาชีพหลักของคนบ่อสร้างไปเสียแล้ว
การทำร่มกระดาษสาที่บ้านบ่อสร้าง ต้องอาศัยวัสดุอุปกรณ์หลายอย่างซึ่งแน่นอนว่าคนบ่อสร้างไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ได้เองทั้งหมดดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของแหล่งผลิตอื่นที่ต้องทำอุปกรณ์มาขาย ให้แก่บ่อสร้างโดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียง อาทิ หมู่บ้านต้นเปารับหน้าที่ทำกระดาษสาบ้านแม่ฮ้อยเงินทำด้ามร่ม บ้านต้นแหนทำโครงร่ม ซี่ร่ม ฯลฯ
ในช่วงแรกโครงเหล็กใช้ผ้าใบหรือพลาสติกแพร่หลายเข้ามาทำให้ร่มกระดาษสาบ่อสร้างเกือบเลิกการผลิตไปเหมือนกัน ชาวบ้านที่เคยยึดอาชีพทำร่มต้องหันไปประกอบอาชีพอื่น แต่ไม่นานนักก็มีผู้ตั้งศูนย์หัตถกรรมการทำร่มบ่อสร้างขึ้น ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นแหล่งผลิตร่มกระดาษสาบ่อสร้างจึงคืนสู่สังเวียนหัตถกรรมชั้นแนวหน้าของเชียงใหม่อีกครั้งในฐานะสัญลักษณ์เมืองเชียงใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ และเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดศูนย์หัตถกรรมร้านรวงใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย
กระดาษสาบ้านต้นเปา
ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า บ้านบ่อสร้างไม่สามารถผลิตวัสดุอุปกรณ์ในการทำร่มกระดาษสาเองได้ทั้งหมด กระดาษสาก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น โดยชาวบ่อสร้างจะสั่งซื้อกระดาษสาจากบ้านต้นเปา
ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันนั่นเอง
มาทำความรู้จักกับต้นไม้อันเป็นที่มาของกระดาษสาเสียก่อนต้นไม้ชนิดนี้มีชื่อว่า ปอสา หรือ ปอกะสา
ปอกระสาเป็นพืชกตระกูลปอ มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันไปตามท้องถิ่นได้แก่ ภาคเหนือเรียกว่าปอกระสา ภาคใต้เรียกว่าปอฝ้าย ภาคกลางเรียกว่าหมูพี หรือหมอพี นครราชสีมาเรียกว่าฉำฉา นครศรีธรรมราชเรียกว่าชำสา
ต้นปอกะสามักขึ้นอยู่ตามป่าเขา ในบริเวณริมน้ำที่มีความชุ่มชื้นสูงจะมีต้นไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่มากและเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ดี ปัจจุบันมีการนำเส้นใยจากเปลือกลำต้นปอกะสามาใช้งานอย่างแพร่หลาย เช่น ผลิตกระดาษเพื่อทำร่ม กระดาษห่อของขวัญ ดอกไม้ประดิษฐ์ พัดจีน ผ้าอนามัย ฯลฯ อีกทั้งต้นปอกะสานั้นยังเป็นสมุนไพรชั้นเยี่ยม ใช้ในการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บบางอย่างได้ด้วย
นำใบปอกะสามาตากแห้ง แล้วบดละเอียดผสมน้ำตาลทรายและน้ำข้าวใช้แก้ทาแก้อาการบวมอักเสบจากการถูกผึ้งต่อย นำยางสดมาทาบริเวณผิวหนังบำบัดโรคกลากเกลื้อน นำเปลือกสดที่ขูดผิวนอกทิ้งมาต้มน้ำร่วมกับต้นพลูความสดและต้นเสี้ยวหนี่อั้งสด กรองน้ำกินแก้โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
ลักษณะโดยทั่วไปของต้นปอกะสาคือ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ผิวเปลือกขรุขระ มีน้ำยางสีขาวบริเวณลำต้น ใบมนรีโคนใบเว้าลึกคล้ายรูปหัวใจปลายใบแหลม ริมขอบใบหยักเหมือนฟันปลา หลังใบมีขนเล็กน้อย ขนาดใบกว้างประมาณ 3-5 นิ้ว ยาว 3-7 นิ้ว และก้านใบยาวประมาณ 1-4 นิ้ว
ต้นปอกะสามีดอกเป็นช่อ โดยแยกเป็นช่อดอกตัวเมียรูปทรงกลมก้านเกสรเป็นเส้นฝอย ยาว มีสีม่วง มีรังไข่อยู่กลางดอก ช่อดอกตัวผู้มีกลีบดอก 4 กลีบ และเกสร 4 อัน ผลของต้นปอกะสามีขาดโตประมาณ 2 เซนติเมตร ถ้าแก่จัดจะมีสีแดงสด ผลจะขึ้นอยู่ในบริเวณง่ามใบ ต้นปอกะสานี้ขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเมล็ดในบริเวณอากาศชุ่มชื้น
บ้านต้นเปามีการทำกระดาษสามานานประมาณ 100 ปีมาแล้ว โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าได้รับการเผยแผ่จากที่ใด
กระดาษสาที่บ้านบ้านต้นเปาทำกันนี้ แรกเริ่มเดิมทีก็นำต้นปอกะสามาจากป่าในบริเวณใกล้ หมู่บ้าน แต่ภายหลังได้ซื้อจากจังหวัดเชียงราย เนื่องจากต้นปอกะสาแถว ๆ หมู่บ้านนั้นนับวันยิ่งหายากขึ้นทุกที
การทำกระดาษสา มักทำกันในช่วงฤดูแล้งหลังสิ้นสุดฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวหรือช่วงที่ว่างเว้นจากงานไร่นานั่นเอง กระดาษสาที่ได้จะถูกส่งไปที่บ้านบ่อสร้าง จนอาจกล่าวได้ว่าลักษณะการตลาดของกระดาษสาบ้านต้นเปาต้องพึ่งพาอาศัยการผลิตร่มกระดาษสาบ่อสร้างเป็นหลัก
หากเมื่อใดที่ร่มกระดาษสาบ่อสร้างขายดีจนผลิตกันแทบไม่ทันกระดาษสาบ้านต้นเปาก็จะมีแนวโน้มในทางที่ดีไปด้วยเช่นกัน
ประมาณปี พ.ศ. 2516 ที่หมู่บ้านต้นเปา เหลือคนทำกระดาษสาอยู่เพียงคนเดียว คือ ป้าฟองคำ เหล้าปินตา ผู้เป็นเจ้าของโรงงานบ้านอนุรักษ์กระดาษสา ป้าฟองคำยังคงทำกระดาษสามาจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2526 ทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกับผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นมาแนะนำการทำแบบใหม่การทำกระดาษสาบ้านต้นเปาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบ้านบ่อสร้างเพียงที่เดียวอีกต่อไป เพราะที่บ้านต้นเปานี้มีการผลิตพวกผลิตภัณฑ์กระดาษสาขึ้นเองด้วย อาทิ สมุดกรอบรูป กระดาษเขียนจดหมาย กระดาษห่อของขวัญ กล่องซึ่งส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศที่มีลูกค้าอยู่จำนวนมาก
การทำกระดาษสาของบ้านต้นเปานี้มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบช้อนและแบบแตะ แต่ที่นำไปใช้ทำร่มกระดาษสาที่บ่อสร้างนั้นต้องใช้วิธีแบบช้อนที่ได้กระดาษสาเนื้อบางกว่า