

153 หมู่ 4 ต.สันทรายหลวง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50210
โทร. 0-5349-2427 , 09-953-8008 , 06-193-3636
ร้านก๋ำปอ
213 ตรงข้ามตรอกเล่าโจ้ว ถ.ท่าแพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
จากอดีต… สู่…. ปัจจุบัน
ฝ้าย เป็นเส้นใยที่ได้มาจากพืช ซึ่งคนโบราณปลูกฝ้ายเพื่อนำมาผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นปัจจัย 4 แห่งการดำรงชีวิตของมนุษย์ การทอดผ้าฝ้ายแต่โบราณไม่มีความซับซ้อน เป็นการนำดอกฝ้ายมาปั่นเป็นเส้นฝ้าย และใช้เปลือกไม้ย้อมเป็นสีเดียว ตามแต่จะหาวัตถุดิบที่ให้สีตามธรรมชาติมาย้อมได้ ต่อมาเมื่อคนเราเริ่มพัฒนาชีวิต และความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงเริ่มผลิตเส้นใยฝ้ายที่มีความละเอียด สร้างผืนผ้าให้มีลวดลายมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมรอบตัว วัฒนธรรมความเป็นอยู่ นำมาประยุกต์ และถ่ายทอดลงบนผืนผ้า ซึ่งแต่เดิมผ้าฝ้ายที่มีลวดลาย มักจะใช้นุ่งห่มแต่เฉพาะในบุคคลชั้นสูงเท่านั้น เพราะการสวมใส่ผ้าฝ้ายบ่งบอกถึงความเป็นผู้มีความเมตตา สมถะ เรียบง่าย และสง่างาม ขั้นตอนการผลิตไม่เบียดเบียนชีวิตของสัตว์
ประกอบกับคุณสมบัติที่ดีกว่าเส้นใยอื่นๆ ด้านระบายความร้อนในร่างกายได้ดี เมื่ออยู่ในที่ร้อน และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้ดีเมื่ออยู่ในที่หนาว คุณสมบัติพิเศษดังกล่าว ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากใยฝ้ายได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยมา และยังไม่มีเส้นใยชนิดใดๆ ที่สามารถทดแทนใยฝ้ายนี้ได้จนถึงปัจจุบัน
“ก๋ำปอ” เป็นภาษาพื้นเมืองของทางภาคเหนือ ซึ่งมีความหมายว่า “พอดี” ผลิตผ้าฝ้ายด้วยได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวข้างต้น และมีความตั้งใจที่จะรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามบนผืนผ้านั้นไว้ ขณะเดียวกันก็พัฒนาลวดลายให้มีความหลากหลายสวยงามขึ้น จึงนับเป็นการเชื่อมต่อวัฒนธรรมโบราณให้เข้ากับวัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างลงตัวทุกขั้นตอนการผลิต นับแต่การย้อมสี ออกแบบลวดลาย ทอเป็นผืนผ้า จะอยู่กับวิถีชีวิตอันพอเพียงของชาวบ้าน ไม่ปลีกแยกจากชุมชน สร้างงานในบ้านของแต่ละคน แล้วนำมารวมกัน ไม่เน้นการผลิตที่เป็นอุตสาหกรรม ผ้าแต่ละผืนจึงมีเอกลักษณ์เรื่องราวเฉพาะตัว ที่ถ่ายทอดมาจากวิถีชีวิตพื้นบ้านของชาวเชียงใหม่ ที่มีลักษณะอ่อนช้อยเรียบง่ายและสง่างาม
ก๋ำปอ…. ย้อมสี
“ก๋ำปอ” เลือกใช้สีธรรมชาติที่ได้จากวัตถุดิบที่เป็น ผล ใบ กิ่งแขนงของเถาวัลย์และเปลือก โดยการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่สามารถถากเปลือกไม้เฉพาะส่วน แล้วให้ต้นไม้สร้างเปลือกทดแทนขึ้นมาหุ้มตัวเองได้โดยไม่ตาย และสุดท้ายก็ใช้สีวิทยาศาสตร์ผสมลงไปกับสีธรรมชาติ เพื่อลดการใช้สีธรรมชาติ “ก๋ำปอ” มีวิธีการย้อมสี 2 ประเภท คือ
การย้อมสีธรรมชาติ
ในสมัยโบราณ ได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใช้ในการย้อมสี ปัจจุบัน “ก๋ำปอ” ก็นำวิธีการนั้นมาพัฒนาปรับปรุงจนได้องค์ความรู้ใหม่ ทำให้ได้สีสันที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม แต่ยังคงดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงาม ที่เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน สีหลักที่ใช้จะอยู่ในโทนสีเหลือง สีน้ำตาลอ่อน ถึงสีน้ำตาลเข้ม สีคราม สีเขียว และสีชมพู
การย้อมสีวิทยาศาสตร์
จะนำสีวิทยาศาสตร์มาผสมกับสีธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความเข้มของสีธรรมชาติ และเป็นการลดการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ แต่ “ก๋ำปอ” ก็จะเลือกใช้สีที่เป็นอันตรายต่อผู้ย้อม ผู้ทอ และผู้สวมใส่น้อยที่สุด
ความคงทนของสีสัน
ความคงทนของสีสัน ลวดลายบนผืนผ้าของ “ก๋ำปอ” เกิดจากการให้ความสำคัญในขั้นตอนการเตรียมเส้นฝ้าย โดยการแยกไขมันออกจากเส้นฝ้ายให้สะอาดหมดจด แล้วจึงนำมาย้อมสี จึงทำให้สีซึมเข้าไปในใจแกนกลางของใยฝ้ายมากขึ้น สีจึงติดแน่น ทนนาน ไม่ซีดจางไว ขณะเดียวกันขั้นตอนสุดท้ายของการย้อมสี จะใช้ลูกมะเกลือ ที่มี Tannin ซึ่งเป็นสารสำคัญที่มีคุณสมบัติช่วยให้สีติดแน่นยิ่งขึ้น ย้อมทับเพื่อเป็นการ Fixed สีแบบธรรมชาติ
ก๋ำปอ…. บอกลวดลาย
“มัดคาด” เป็นการสร้างลวดลายดั้งเดิมลายหนึ่งของชาวเชียงใหม่ “ก๋ำปอ” ได้พัฒนารูปแบบของ “ลายคาด” ให้หลากหลายออกไป โดยพัฒนาทางด้านการมัดให้แตกต่างจากเดิม จึงเกิดลวดลายใหม่ๆ บนผืนผ้าแต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าเชียงใหม่อยู่ มีทั้งคาดเส้นเล็กๆ สำหรับแต่งให้ดูละเอียดประณีต และคาดเส้นใหญ่สำหรับแต่งให้ดูเป็นเรื่องราว เรื่องราวของคาดแต่ละเส้น จะมีความแตกต่างกันไปมากมาย ซึ่งการออกแบบลายคาด มีแรงดลใจมาจากธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา เช่น การเลื้อยไปของงู การไหลไปของก้อนเมฆ และน้ำ การแตกกิ่งก้านของใบไม้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละลายจะมีชื่อเรียกขานให้เหมาะสมกับความเป็นมา เช่น ลายคาดงูห้อยส้าว ลายคาดใยแมงมุม ลายน้ำไหล ลายขากรรไกร เป็นต้น
“ไก” เป็นการสร้างลวดลายโดยการใช้เส้นฝ้ายสองสี เข้ม อ่อน ตีเกลียวพันกันทำให้เกิดลวดลายของเส้นด้าย มีทั้งตีไปทางด้านซ้าย และด้านขวา ซึ่งแต่ละด้านจะเกิดลวดลายที่ต่างกัน แล้วนำมาตกแต่งบนผืนผ้า เพื่อเป็นเส้นตัดลายผ้า ระหว่างลายคาดกับสีพื้น แต่การวางเส้นไกของ “ก๋ำปอ” ได้นำมาวางลายใหม่ ซึ่งนอกจากจะใช้ตัดลายผ้าแล้วยังทำให้เกิดลวดลายของ “ไก” ได้อีก และในปัจจุบัน “ไก” ได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรในการผลิตซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะทดแทนการผลิตด้วยแรงงานคน แต่ทาง “ก๋ำปอ” ยังคงใช้แรงงานของคนสูงอายุในการผลิตอยู่ เพื่อยังคงมีการจ้างงานในผู้สูงอายุ และรักษาคุณค่าของความเป็นศิลปะล้านนาไว้ในผืนผ้า