รวมพล สล่าเมือง
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
About web site
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
Lanna Gallery
                                           สล่า ศิลปิน : มุมมองด้านภาษา

                                                                                                     มาลา คำจันทร์

        ผู้รู้ทางด้านภาษาบอกว่าคำว่า “สล่า” ไม่ใช่ภาษาไทย เป็นคำภาษาพม่า ไทยล้านนารับมาใช้สมัยพม่าปกครอง ส่วนไทยถิ่นอื่นที่อยู่ในประเทศไทย ไม่มีคำนี้ใช้ไทยถิ่นอื่นที่อยู่นอกประเทศไทย อย่างไทเขิน ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทใต้คง ไทอาหม.. จะมีคำนี้ใช้หรือไม่ ท่านผู้รู้ไม่ได้พูดถึง

          สล่าที่เราคุ้นเคยกันดี น่าจะมีความหมายตรงกับคำว่า “ช่าง” นั่นเอง อย่างล่าแป๋งเฮือน สล่าตีมีด สล่าบอกไฟ สล่าต้องฮูป สล่าแกะไม้ เป็นต้น ในความหมายของยุคสมัยปัจจุบันที่เราใช้ ๆ กันอยู่ คำว่าสล่าดูจะมีความหมายต่างจากช่างอยู่บ้าง พูดคำว่าสล่าเรามักจะนึกถึงผู้มีความรู้ มีทักษะ เป็นพิเศษในเชิงช่างนั้น ๆ อย่าง สล่าแป๋งเฮือน ชวนนึกไปถึงนายช่างใหญ่ มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ในการแป๋งหอก่อเฮือน สล่าตีมีดก็ชวนนึกถึงผู้สันทัดเชี่ยวชาญในการตีมีดเป็นต้น

           เอ่ยคำว่า “สล่า” จะเป็นสล่าอะไรก็แล้วแต่ ชวนนึกไปว่าคนผู้นี้ต้องเก่งในงานช่างเชิงนั้น ถ้าไม่เก่ง ถ้าเพียงแค่ทำเป็น เรามักไม่ใช้คำว่าสล่า

         สล่าเป็นภาษาพูด ถ้าเรารับกคว่าสล่ามาจากพม่าจริง ก่อนหน้านั้นก่อนที่ไทยล้านนาจะสันถวะคบหาพม่า เราใช้คำอะไรในความหมายนี้

        ไปพลิกดูเอกสารเก่า ๆ หมายถึงเอกสารตัวเมืองของหมู่เฮาคนเมือง ยังไม่เคยพบคำว่าสล่าเลย ในเอกสารที่มีอายุเกินร้อยปีขึ้นไปพบแต่คำว่าช่าง เช่น ช่างไม้ ช่างแต้ม ช่างเครื่อง ช่างแส่ว ช่างสน เป็นต้น ผู้เขียนเดาว่า คำว่าสล่าคงเข้ามาในคำเมืองหรือภาษพื้นเมืองของเราไม่นานเท่าไร เข้ามาได้เพียงภาษาพูด ยังไม่ซึมลึกลงไปถึงภาษาเขียนหากดูเฉพาะภาษาพูด เอาคำพูดของคนเมืองยุคปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องขี่ยานย้อนเวลาของเจ้าโตราเอม่อนไปในยุคพม่าครองเมืองอะไรโน่นหรอก ในภาษาพูดของเราคำว่าช่างใช้ได้กว้างขวางกว่าสล่า

เรามีคำว่าช่างซอ ไม่มีสล่าซอ มีช่างปี่ ไม่มีสล่าปี่ มีช่างฟ้อน ไม่มีสล่าฟ้อน

มีคำว่าช่างซ่อมรถ ไม่มีคำว่าสล่าซ่อมรถ มีคำว่าช่างฟิต ไม่มีคำว่าสล่าฟิต

มีช่างแต้ม ไม่มีคำว่าสล่าแต้ม (ต่อไปอาจะมีก็ได้ หากเอามาใช้แล้วติด ไม่ตาย)

แต่ไม่ว่าสล่าหรือช่าง ต่างก็มีความหมายที่หมายถึงคนทำงาน หรือคนสร้างงานนั่นเอง

          หันไปดูอีกคำหนึ่งที่จั่วหัวไว้ “ศิลปิน” คำนี้ดูยิ่งใหญ่นะ หมายถึงคนสร้างงานศิลปะ ไม่ใช่คำภาษาไทยเราอีกนั่นแหละ มาจากโน่น ชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียว เป็นคำภาษาสันสกฤต แต่เดิมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เลาะลึกเข้าไปในสมัยอยุธยาและสุโขทัย (ไม่รวมมาถึงล้านนา เพราะ ท่านไม่ให้พื้นที่แก่ประวัติศาสตร์ล้านนาไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติ) กลุ่มก้อนความคิดที่หมายถึงคนสร้างงานศิลปะดูจะไม่ชัดเจนนักในสังคมไทย ควานเข้าไปแล้ว ยังไม่พบถ้อยคำที่ใช้แทนความคิดนี้เลย แม้แต่คำว่าศิลปะทีถูกใช้โดด ๆ ใช้ในความหมายของ ART อย่างที่เราเข้าใจกันในปัจจุบันก็หาได้ยากมาก มักพบว่าถูกใช้ควบคู่กับคำว่าศาสตร์ เช่น ศิลปศาสตร์ หรือศาสตรศิลป์ ซึ่งไม่ได้แปลว่า ART อย่างที่เราเข้าใจ แต่แปลว่า KNOWLADGE

            ในแง่ภาษา คำว่าศิลปินดูใหม่มาก เข้าใจว่าน่าจะเป็นศัพท์ที่เราบัญญัติขึ้นใช้ เพื่อให้ตรงกับความคิดที่แสดงอยู่ในคำ ARTIST ที่เรารับมาจากฝรั่ง

             ศิลปินหมายถึง คนสร้างงานศิลปะ งานอะไรที่ไม่เป็นศิลปะ ผู้สร้างไม่ได้เป็นศิลปิน พอเรารับความคิดนี้มาก็เกิดการแบ่งแยกระหว่างผู้สร้างงานกับผู้สร้างงานศิลปะ

             กล่าวเฉพาะในแวดวงศิลปะล้านนา เกิดการจำแนกแยกหมู่ระหว่างศิลปินกับสล่า มีการรังเกียจเหยียดหยามกัน มีรอยร้าวฉานเกิดขึ้น มีอีโก้ อัตตา มีอติมานะ แปลว่า เย่อหยิ่งจองหอง หนักเข้าถึงขั้นยกตนข่มท่าน..ว่าไปโน่นเลย

             การจำแนกแยกย่อยก็มีดีของมันอยู่ ใช่ว่าจะเลวหมด แต่หากจำแนกแล้วทำให้เกิดการแบ่งพรรค แบ่งพวกเกิดการแยกชั้นว่าข้าสูง เอ็งต่ำ ก็ไม่ค่อยดีเท่าไร ยกความคิดเราให้สูงพ้นไปกว่านั้นไม่ดีกว่าหรือ สล่าก็สร้างงาน ศิลปินก็สร้างงาน สละอีโก้หรืออัตตาออกไปเสียบ้าง ยอมรับนับถือกัน ให้เกียรติกัน เรียนรู้จากกันและกัน

ด้านบน