รวมพล สล่าเมือง
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
About web site
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
Lanna Gallery

                                                                                                 มาลา คำจันทร์
          ตำราลักขณะพระเจ้านี้ ข้าพเจ้าถอดมาจากลานก้อมของ พระจตุพลฐิติสวโร วัดบากค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ บันทึกอยู่ในลานก้อมหรือใบลานขนาดสั้นไม่ระบุวันเดือนปีที่จดจารบันทึกเนื้อความและสำนวนโวหารมีดังต่อไปนี้

         จักกระทำพุทธพิมพารูปเจ้าถปันนา (สถาปนา) ดั่งอั้น หื้อแทกหว่างเพลา (วัดระหว่างเข่า) มาหัก 4 ตั้งแท่นหาสะดือส่วน 1 ตั้งสะดือหานมส่วน 1 ตั้งนมหาคางส่วน 1 ตั้งคางหาบอระธึก (ปลายมวยผม) ส่วน 1 โมลีส่วน 1 แขนปล้องเหนือส่วน 1 แขนแล้องใต้ 2 ส่วนทั้งมือ ตีนส่วน 1 ตั้งดูกหลังมาหาหัวเข่า 2 ส่วน เอาส่วน 1 นั้นมาผ่าเป็น 3 (เอาส่วนหนึ่งมาแบ่งสาม) เป็นดัง (จมูก) ส่วน 1 หน้าผากส่วน 1 หูส่วน 1 แทกหว่างเพลาทั้งมวลมาขด หื้อหัวแลแอวเท่ากันนั้นแล (หัวและเอวมีเส้นรอบวงเท่ากับขนาดหน้าตัก)

        ฉบับ 1 เล่า หื้อแทกหว่างเพลามาผ่า 4 แล้วตั้งแท่นขึ้นหามือพาดหั้นส่วน 1 มือพาดหาสะดือส่วน 1 ตั้งสะดือหานม ส่วน 1 ตั้งนมหาคางส่วน 1 คางหาตีนผม ส่วน 1 ถูกหลังแลหูหว่างนมส่วน 1 เอาส่วน 1 มาผ่านเป็น 4 เป็นส่วน 1 เป็นโมลีส่วน 1 หว่างเพลาผ่า 3 เป็นแขนส่วน 1 แหล่ (ไหล่) ส่วน 1 หว่างเพลาผ่าเกิ่ง (แบ่งครึ่ง) เป็นขาส่วน 1 เป็นแข้งส่ว 1 แทกหว่างเพลาทั้งมวลขึ้นเมื่อทำคาง (หากขนาดหน้าตักเท่ากับระยะจากหน้าแท่นขึ้นถึงคาง)แทรกหว่างเพลาทั้งมวลขึ้นเหนือคาง (หากขนาดหน้าตักเท่ากับระยะจากหน้าแท่งถึงคางชื่อว่าสีหลักขณะ ขึ้นรอดดัง (หากถึงจมูก) ชื่อว่าพุทธลักขณะ ขึ้นเมื่อรอดตีนผม ชื่อว่านิโคทธลักขณะแลเหมือนดั่งทอง) หื้อเอาน้ำรักร้อย 5 บาท ยางกำยาน หมากกาปลายหมากแดง 1 มาสูน (ผสม) หันทาเป็นเทือกไว้ 15 วัน จึงใส่คำ(ทอง)แล ยามจักใส่คำนั้นหื้อเอายางกำยานฝิ่น 1 รักบาท 1 เอาแคลดเป็นยาง (ฉาบพอเหนียว) แล้วเอาหอยมุกตัดเสี้ยวมีวัณณะดั่งดอกผักตบนั้นมาถูพาก 1 (อีกตำหรับหนึ่ง) หื้อเอาใบกล้วยจัน ครั้งบ่มีเอาใบกล้วยตีบคำ น้ำด่าง หมากกาปลายซ้ำกันหมากแดง 1 รัก 9 บาท สูนกันทาเป็นเทือกไว้ 20 วัน จึงใส่คำแล พากนี้งามเป็นดั่งน้ำจักหยอดแลพาก 1 เอาใบไม้ลงเผาเป็นด่าง ใส่หมากกาปลายแดง ใส่รัก 9 บาท สูนกันทาเป็นเทือกไว้เดือนปลาย 20 วันใส่คำเทอะ แคลดใส่คำเหมือนกันแล พากนี้งามเป็นดั่งเปลวไฟนั้นแล หื้อกรองน้ำรัก 7 ที แล้วใส่เทอะ รัก 9 บาท สูนกันทาเป็นเทือกไว้ 20 วัน จึงใส่คำแล พากนี้งามเป็นดั่งน้ำจักหยอดแล

          ลักขณะพุทธรูปเจ้าฉบับ 1 เล่าพึ่งรู้ดังนี้ หื้อแทกหว่างเพลามาหักผ่า 3 แขนปล้องเหนือส่วน 1 ปล้องใต้ 2 ส่วนทั้งมือหน้าส่วน 1 ตั้งจอมบ่าลงมาหานมส่วน 1 ขาทั้ง 2 ส่วน (ขาทั้งสอง 2 ส่วน) แข้ง 2 ส่วนทั้งตีนหูส่วน 1 แทกหว่างเพลาทั้งมวลตั้งแต่แข้งขึ้นหาคอเพียงนั้นดีแล (หากความสูงของพระพุทธรูปตั้งแต่แข้งถึงคอเท่ากับขนาดหน้าตักถือว่าดีมาก) ลักขณะพุทธรูปนัย 1 พึ่งรู้เทอะ

          ลักขณะพระเจ้าอีตำราหนึ่งได้มาจากท่านพระครูธอดุลสีลกิตติ์ วัดธาตุคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สอบเทียบกับฉบับวัดทรายมูล อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ รายละเอียดและสำนวนโวหารมีดังนี้
ที่นี่จักกล่าวลักขณะพระเจ้าหื้อเหมือนเมือยังธรมาน (เหมือนเมื่อยังดำรงพระชนมชีพ) มีฉันนี้แล

           หื้อแทก (วัด) หว่างหัวเข่ามาหักเป็น 3 ส่วน เอาส่วน 1 เป็นปาทะ (ขนาดที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัด) แลเอาไม้ปาทะนั้นมาแทกที่ละลี (ฟูก) นั่งนั่นหื้อขึ้นเถิงสะดือหั้นไม้ 1 แลเพิ่มแทรก ผิว่าไม้ปาทะอันถ้วน 4 นั้นได้ที่ตีนผม ได้ชื่อว่านิโคธลักขณะ ได้เมื่อพระพุทธเจ้านั่งภาวนาตรัสปัญญาสัพพัญญสัมมา สัมพุทธะแทบเค้าไม้ศรีมหาโพธิแล

           ผิว่าไม้ปาทะอันถ้วน 4 นั้น แทกได้ทัดหว่างตา (ตรงระหว่างตา) นั้นได้ชื่อว่าสุภลักขณะได้เมื่อพระพุทธเจ้านั่งฉันข้าว 19 ก้อน แทบฝั่งน้ำเนรัญชรา แทบเค้าไม้ราขายตนะนั้นเป็นต้น ตราบลำดับฉันยังชิ้นหมูเบื่อแล้วลวดเสด็จสู่ปรินิพานไปนั้นแล

           ผิว่าแทกได้ทัดที่จอมดัง (ตรงปลายจมูก) นั้นแก้ได้ชื่อว่าสีหลักขณะ ได้เมื่อพระพุทธเจ้านั่งเทศนาธรรมจักกัปปวัตนสูตรเป็นเค้า(เป็นต้น) แลไปเทศนาอภิธรรม 7 คัมภีร์ ในเมืองชั้นฟ้าตาวติงสา ตราบเถิงเมื่อเข้าไปสู่เมืองกุนาราย (กุสินารา) เพื่อเทศนาธัมมสุตัตทสนจักกวัตติราชสูด (ธรรมสุทัสนจักกวัตติราชสูตร) แลชาดกเป็นปริโยสานที่เมี้ยนที่สุด ปลอดปล่อยยังสรรถสัตว์คณามวลหมู่ วรองค์ตนแห่งพุทธเจ้าก็จึงเสด็จเข้าสู่ปรินิพรานไปดีหลีแล

            ลักขณะสามองค์นี้ประเสริฐดั่งกันแล (พระพุทธรูปแบบนิโครธลักษณะ ศุภพุทธลักษณะและสีหลักษณะประเสริฐเท่าเทียมกัน ผู้บ่รู้แลได้ติเตียนกันเป็นบาปมากนักแล

          ระหว่างนมกว้างเท่าบ่าทะลวงยาว 1 แล (ระหว่างนมกว้างหนึ่งในสามของขนาดหน้าตัก แทรกแต่จิกนมขึ้นไปเถิงจอมบ่าซ้ายขวาปาทะลางยาก 1 แล แทรกจอมคอแต่ข้อมือซ้ายขวาไปเถิงปลายนิ้วมือเอาเท่าปาทะลวงยาวแล นิ้วมือหื้อเอาเกิ่งปาทะลวงยาว (ความยาวของนิ้วมือเท่ากับครึ่งบ่าทะ) นั้นแล

         หื้อหักไม้ปาทะนั้นเป็น 3 ส่วนแบ่งเศษ เอาส่วน 1 เป็นฝ่าตีนฝ่ามือ ผ้าพาดก็กว้างเท่ากันนั้นแล หน้าพระเจ้าลวงยาก็เอาเท่าปาทะลวงยาวนั้นแล

         แทกแต่จอมดังไปเถิงจอมหูคือที่ปลายหูนั้นก็ปาทะ 1 แล ใบหูทั้ง 2 ยาวเท่าบ่าทะลวงยาแล
หักไม้ปาทะเป็น 2 ส่วน เอาส่วน 1 เป็นตีนหูภายใต้ ส่วน 1 เป็นปลายใบหูบนแบ

เอาไม้ปาทะนั้นหักเป็น 4 ส่วน เอาส่วน 1 เป็นหูกว้างเท่านั้นแล ตาทั้ง 2 ก็เอายาวเท่านั้นแล นิ้วตีนก็เอายาวเท่านั้นแล มุมปากก็กว้างเท่านั้นแล

           หมกตาแปลงหื้องามเป็นดั่งกลีบดอกบัวผ่าเฟื้องนั้นแล (กระบอกตาทำให้งามดั่งกลีบบัวผ่าสี่) หัวกลามแลแอวกลมหื้อเอาตอกมาเวียนเกี้ยวเท่ากันแล

         โมลีหื้อยาวเท่าบ่าทะแบ แปลงหื้อเป็น 7 กลีบแล แต่งหื้อเป็นไหมกระหวัดเกี้ยวไปทางหนขวา เป็นดั่งไส้ปลาช่อนนั้นแบ คือว่าหื้อแต่งกลมงามเป็นดั่งกลีบหอมเทียม (กระเทียม) นั้นแล

          เอาไม้ปาทะหักเป็น 3 ส่วน เอาส่วน 1 เป็นลำคอ 2 ส่วนเป็นตีนผ้าสังฆาฎิหย่อนลงภายหน้าหลังก็เท่านั้นแล คางก็แต่งเป็นดั่งรูปหม้อต่อมนั้นแล (ฉบับทราบมูลว่าคางหื้อแต่งเป็นดั่งรูปต่อมน้ำแล) บัวระธึกหื้อเอาเกิ่งปาทะ 1 แล (ยอดมวยเอาครึ่งปาทะ) ตาทั้ง 2 หื้อเป็นดั่งนกแล 2 ตัวยื่นหัวหากันนั้นแล

          เอาไม้ปาทะมาหักเป็น 3 ส่วน เอาตั้งตีนผมลงมาเถิงหว่างคิ้วส่วน 1 แลตั้งหว่างเป็นมูกย้อยริมปากภายบน หื้อกระทำเป็นดั่งรูปหอยทองนั้นเทอะ (ทำเป็นรูปคล้างผักเพกา) เกศากระทำหื้อเป็นเสี้ยมกระหวัดไปหนขวาเป็นดั่งรูปหอยทองนั้นเทอะ หื้อแปลงเป็น 3 ถ้านแล (ให้ทำเกศาเป็นสามขนาด) ถ้านเค้าหื้อใหญ่เพิงสมควรกับด้วยรูปพระเจ้าองค์ใหญ่องค์น้อยนั้นแล ถ้านกลางนั้นหื้อน้อยสะน่อยและขนาดกลางให้เล็กลงอีกเล็กน้อย) ถ้านปลายไปหาโมลีนั้นจึงหื้อน้อยเสียถ้านกลางนั้นสะน่อยแลเอาไม้จอมคาว

             มุกเท่าคาเขียว (ผงที่ได้จากขี้เถ้าคาเขียว) ก็ดี มุกดิน (ฝุ่นหรือผงดิน) ก็ดี สะทาย (ซีเมนต์พื้นเมือง) ก็ดีเหียก (ตะกั่ว) ก็ดี ขึน (ตะกั่ว) ก็ดี ทอง (ทองเหลือง) ก็ดี (มุกดินฝุ่นหรือผงทื้อหล่อเอาดิน) ก็ดีหื้อน้อยสะน่อยแลผขนาดกลางให้เล็กลงอีกเล็กน้อย) ถ้นปลายไปหาโมลีน้นจึงหื้อน้อยเสียถ้านกลางนั้นสะน่อยแล

              กระเบ็ดหน้าพระเจ้ามี 3 ลักษณะ (ลักษณะหน้าพระพุทธรูปมีสามแบบ) จำพวกหน้าขอมฮำกลมสะน่อยแล (แบบหน้าขอมฮำจะค่อนข้างกลม ตรงนี้ฉบับทรายมูลว่าจำพวก 1 หน้าช้ากลมสะน่อยแล) จำพวก 1 หน้าสว่างใสไขงามดูองอาจดุจดั่งจักปากนั้นแล

            ในลักษณะ 3 องค์นี้ได้องค์ใดก็ดีแล ประเสริฐดั่งกันชุองค์แล หื้อเอาผู้เป็นมูลศรัทธาผู้สร้างนั้นเพิงใจว่าแล ครั้งว่าเพิงใจองค์ใดดั่งอั้น ผู้เป็นอาจารย์ช่างก่อนั้นก็ควรหื้อแล้วคำเพิงใจมูลศรัทธาผู้สร้างนั้นเทอะ
กล่าวยังลักขณะพรเจ้านั่นก็แล้วห้อง 1 ก่อนแล

              หวังว่าสาระจากใบลานเรื่องลักษณะพระเจ้าคงจะเป็นประโยชน์ต่อสล่าเมืองทั้งหลายบ่นักก็น้อย อันที่อยู่ในวงเล็บนั้นเป็นข้อความที่ข้าพเจ้าเติมเข้าไป ผิดพลาดอย่างใดขอพ่อสล่าทั้งหลายอภัยข้าจิ่ม น้อยมาลา คำจันทร์ บ้านสันป่าตอง ถอดเป็นตัวไทยแล เจ้าเฮย

กลับด้านบน