

ศิลปหัตถุกรรมเครื่องไม้ล้านนา
ภาษาไทยแบบฉบับโบราณ ของคำว่า “คันฉ่อง” หากเราแปลความหมายตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี พ.ศ. 2493 ได้ใจความว่า คันฉ่อง เป็นคำที่เรียกลักษณะของกระจกเงา ซึ่งมีกรอบไม้สองชั้น สำหรับปรับเอนเข้าออกได้ตามความต้องการ ส่วนประวัติความเป็นมาของคันฉ่องนั้น ยานานเกินกว่าผู้เขียนจะได้กล่าวเอ่ยอ้าง แต่จะขออนุญาตหยิบยกเป็นบางตอน พอที่จะใช้เป็นข้อสันนิษฐานได้ว่า คนไทยเราสมัยแต่เก่าก่อนโน้น คงจะไม่ได้มีกระจกส่องดูรูปร่างหน้าตาได้เหมือนยุคปัจจุบันนี้ คนเหล่านั้นมักจะส่องดูหน้าตาโดยวิธีชะโงกก้มหน้าลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่งตามธรรมชาติ ห้วย หนอง คลอง สระ บึง ต่อมาได้มีการวิวัฒนาการของมนุษย์อย่างไม่มีการหยุดนิ่งเฉย โดยการประดิษฐ์คิดค้นริเริ่มนำเอาโลหะประเภททองแดง หรือเรียกว่า “สำริด” มาตีแผ่เป็นลักษณะแผ่นบาง ๆ เสร็จแล้วนำไปขัดเกลา ทำให้เกิดผิวมันแวววาว จนสามารถใช้ส่องดูเงาหน้าตาอันสวยงามของตนเองได้อย่างชัดเจน แผ่นโลหะสำริด ดังที่ได้กล่าวขานเอ่ยนามมาแล้วนั้น คนไทยมักจะเรียกกันว่า “แว่น” นั้นเอง แต่ก่อนคงจะใช้เจาะรูตรงกลางเพื่อใช้เชือกร้อยแขวนติดตามฝาผนังบ้าน ต่อมาได้มีการประยุกต์พัฒนาให้มีคันถือหรือด้ามสำหรับใช้มือจับ เพื่อที่จะได้สะดวกสบายในการใช้สอยในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีการแกะสลักคันถือเป็นลักษณะลวดลาย สัตว์ เทพนิยาย ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น ต่อมาได้มีการประดิษฐ์คิดค้นการทำกระจกเงาเข้ามาแทนการใช้แว่นสำริดในประเทศไทยได้มีการนำเอากระจกเงามาใช้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนกระทั่งมีผู้คนได้นำเอามาใช้กันมากในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนยุคล้านนาถิ่นบ้านเรานั้น ได้มีการสร้างคิดค้นงานเครื่องไม้ที่เรียกว่า “แว่นพระเจ้าหรือแว่น 3 ตา”

โดยมีลักษณะเป็นกระจกเงาทรงกลมล้อมรอบมีการแกะสลักไม้ด้วยลวดลายเมืองเครือเถาว์ ทำเป็นขาตั้งแยกออกไปเป็นสามทาง โดยมีการจัดระดับความสูง-ต่ำ ได้สัดส่วนที่สมดุลกัน คือ สูง 1 อัน เท่ากัน 2 อัน ตั้งบนฐานไม้แกะสลัก ตามรูปแบบงานพุทธศิลป์ล้านนา เพื่อใช้เป็นเครื่องสักการะ ในการอบรมสมโภชพระพุทธรูปทุกครั้งบริเวณราชวัตร มีความเชื่อเกี่ยวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ใช้ความรู้คือ ดวงปัญญาทิพย์ 3 ดวง เป็นประดุจดังแว่นส่องเพื่อเอาชนะกิเลสตันหา เรียกว่า ญาณ 3 ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้า ได้แก่ อตีตังสญาณ จตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ผู้เขียนขอยุติประวัติความเป็นมาของคันฉ่องไว้เพียงแค่นี้ก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อจะใช้เป็นแนวทางในการนำเข้าสู่งานรังสรรค์ประดิษฐกรรมงานศิลปหัตถกรรมเครื่องไม้ล้านนา “ก๊างแว่นแก้วฝ้ายคำ” ของผู้เขียนในตอนต่อไป เพื่อจะทำให้ผู้อ่าน ได้มีความเข้าใจถึงบริบทแห่งแนวคิดสร้างสรรค์ผสมผสานกับความเป็นช่างสล่าพื้นบ้าน ด้านงานสล่าเครื่องไม้ เพื่อจะเป็นการ"สืบฮีต สายฮอย สล่าเมือง” อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ความเป็นสากลในอนาคต
บทเพลงพื้นบ้านล้านนา ที่ถือได้ว่าเป็นบทเพลงอมตะนิรันด์กาล หน้อยใจ๋ยา หลายคนที่ได้ฟัง ก็มีความประทับใจในท่วงทำนองลีลา การโต้ตอบ ความสวยงาม สระสลวย ทางด้านวรรณกรรมภาษาได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง ซึ่งตอนหนึ่งที่ได้กล่าวอ้างเอ่ยถึง “แว่นแก้ว” ใจคำ ญิ๋ง..นี้หนิ่มเตี่ยงมั่น บ่เป๋น..ของเปิ้นคนใด..หยังเป๋น..กระจก แว่นแก้ว..เงาใส บ่ไหว..คอนเหงี่ยง..จายเน้อ”
บทร้องนี้เป็นลักาณะการกระเซ้าเย้าแหย่ของฝ่ายผู้หญิง ที่ร้องโต้ตอบกับฝ่ายชาย มีความหมายเป็นการเปรียบเทียบจิตใจของฝ่ายหญิงสาย ที่มีความมั่นคง หนักแน่น รักเดียว ใจเดียว รักแท้ เหมือนราวกับแว่นแก้วเงาใสหรือคันฉ่องกระจกเงา ที่เปรียบด้วยคุณค่าเครื่องประดับแก้วอันสุกใส แพรวพราวอยู่ในกลางใจของเธอตลอดไปนานแสนนานอย่างมิลืมเลือน คำว่า “แก้ว” คนล้านนาสมัยแต่ก่อนมักจะกล่าวเปรียบเทียมคุณค่าอันล้ำเลิศอยู่เสมอ รองจากคำว่า “คำ” นั้นหมายถึง ทองคำ อีกคำหนึ่งนั้นคือคำว่า “เงิน” ต่อไปนี้คงจะได้กล่าวถึงคำว่า “ก๊าง” แปลความหมายเป็นภาษไทยกลาง เป็นลักษณะแท่นหรือชั้นแผง ใช้สำหรับวางสิ่งของในตำแหน่งที่สูงกว่าระดับพื้น บางทีอาจจะใช้ยึดติดอยู่กับผนังเสาหรือส่วนต่าง ๆ ที่สามารถใช้ยึดติดกันได้ ตามลักษณะการใช้งาน อันได้แก่ “ก๊างเฟือง” หมายถึงชั้นที่ทำด้วยไม้หรือไม้ไผ่ทำเป็นแผงชั้น ยึดติดกับเสา เพี่อใช้สำหรับเป็นที่เก็บวางเฟือง (ฟางข้าว) ของชาวนาตามชนบท “ก๊างผักแคบ” หมายถึงลักษณะโครงสร้างของไม้ไผ่ยึดติดกับเสาหลัก 4 เสา มีง่ามสำหรับพาดไม้คร่าว จำนวน 1 คู่ ใช้เป็นคานพาดไม้ไผ่ผูกมัดยึดติดกับแผงชั้นไม้ไผ่สานขัดกัน โดยสูงจากระดับพื้นตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อให้เถาวัลย์ของผักแคบ (ผักตำลึง) ขึ้นเลื่อยพันเกาะบนชั้น แผงนั่นเอง “ก๊างน้ำบวย” หมายถึงโครงสร้าง ชั้นไม้ที่เป็นชั้นโปร่ง ยึดติดกับเสาสี่เสา เพื่อใช้สำหรับวางคว่ำน้ำบวย (กระบวยตักน้ำ) บนฮ้านน้ำหม้อของชาวล้านนา เป็นต้น
บทสรุปของคำว่า “ก๊าง” เป็นลักษระของตั่ง แท่นหรือฐานที่มีความสูงจากระดับพื้นขึ้นไปถึงตำแหน่งที่ใช้รองรับวางสิ่งของ บางทีก็เป็นลักษณะไม้แผ่นกระดาน มีหูช้างรับพื้น โดยยึดนึดกับเสาหรือฝาผนังบ้าน คำว่า “แว่นแก้ว” หมายถึง กระจกเงาที่ใช้ส่องดูรูปร่างหน้าตา เปรียบเสมือนราวกับอัญมณีอันสุกใส แพรวพราวเปล่งประกายแสงแห่งพลังคุณค่า อย่างหาสิ่งอื่นใดมาเปรียบเปรยได้ ตามความเชื่อของคนล้านนายุคอดีตกาล ส่วนที่มาของคำว่า “ฝ้าย” เป็นสรรพนามใช้เรียกขานของพืชเศรษฐกิจ “ดอกฝ้าย” อันเป็นการกำเนิดเส้นด้าย สายใยแห่งชีวิตในงานศิลปหัตถกรรมผ้าทอพื้นบ้านภาคเหนือ นับได้ว่ามีคุณค่าเทียบเคียงกับ “ทองคำ” ในยุคปัจจุบัน อันเป็นการดลบันดาลใจ แนวความคิดสร้างสรรค์ลวดลาย มาจาก “ดอกฝ้าย” ที่เป็นตัวกำหนด ลายดอกฝ้ายคำ ในการแกะสลักประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนร่าง โครงสร้างของผลงาน “ก๊างแว่นแก้วฝ้ายคำ” ส่วนด้านบนกรอบกระจกเงา ได้มีการสลักเสลารูปจ๊าง คู่บ่าว-สาวจี๋ ในอริยาบถ ลีลา ชีวิตคู่แห่งความรัก ในกรอบรูปทรงสามเหลี่ยม ลักษณะเป็นจั่วหรือภาษาถิ่นเรียกว่า “จ๋อง” โดยวางบนพื้นหรือแท่น ในลักษณะ “ก๊าง” ตู้เตี้ย มีลิ้นชักคู่ ขาหมู ประดับด้วยหูช้างรับพื้นรอบด้าน และหูช้างรับระหว่างกรอบกระจกกับตัวจ๋องสามเหลี่ยมด้านบน รูปแบบผลงานจะเน้นในเรื่องราวจิตวิญญาณล้านนา มีความเรียบง่าย ไร้เดียงสา หรือเรียกว่ารูปแบบสไตล์คันทรี่โฟล์ค กรรมวิธีการทำใช้ฝีมือในลักษณะช่างสล่าพื้นบ้าน อันจะเป็นการสืบสานตำนานช่างภูมิปัญญาพื้นถิ่น อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแฝงด้วยมนต์เสน่ห์คุณค่าความงาม ศิลป เครื่องเรือนไม้ล้านนา เพื่อเป็นการตอบสนองทางด้านประโยชน์ใช้สอย และมีมากกว่านั้นคงจะเป็นการสะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ พิธีกรรม ตลอดจนวัฒนธรรมอันดีงาม สง่าสูงส่งของผู้คนล้านนาทั้งอดีตและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี