รวมพล สล่าเมือง
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
About web site
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
Lanna Gallery

                                     


        ผมรู้จักและคุ้นเคยกับคำว่า “สล่า” ตั้งแต่เป็นละอ่อนต่อนแต่นแอ่วขึ้นกองล่องกองจนพ่ออุ้ยกลัวว่าไอ้หลานคนนี้คงจะไม่ได้เรื่องได้ราว ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจึงเอาไปวัดด้วยเสมอไม่ใช่ชวนไปเพื่อฟังเทศน์ฟังธรรมในวันศิลวันพระ จะได้เป็นผู้ทีมีศิล สมาธิ ปัญญา อะไรหรอก แต่ให้ไปดูเขาสร้างวัด สร้างวิหาร เป็นลูกมือช่วยหยิบโน่น หยิบนี่ ทำนั่น ตามที่อุ้ยสั่ง เพราะอุ้ยเป็นสล่าสร้างวัดคนหนึ่งในสมัยนั้น ชาวบ้านมักเรียกกันว่า “พ่อสล่าหนานอินทร์”

       แต่เนื่องด้วยผมไม่ใช่นักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ มาดขึงขัง เคร่งขรึม จริงจังอะไร และก็ไม่ใช่นักวิชาการด้านศิลปะที่รอบรู้ พอมีบ้างความรู้และประสบการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คงจะเท่า ๆ กับพยาธิในหมัดหมาหมัดแมว อะไรประมาณนี้ หากจะใช้ภาษาแบบชาวบ้าน ๆ ก็คงจะ “มอกบลุ่ยตุ่ยต่าย” และต่อไปนี้ผมขอพูดถึงสล่าตามความเข้าใจและความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวล้วน ๆ

       “สล่า” เป็นคำที่นิยมใช้นำหน้านามของคนบางคนที่เป็นชาวล้านนา คนเมือง หรือไทยยวน ที่มีความรู้ความสามารถทางการช่างในแขนงต่าง ๆ “สล่า” หมายถึง ช่าง หรือผู้ที่มีความชำนาญทางการช่าง

       ในสมัยก่อนคนที่มีมุขปลาสะเด็ด,เต่าปัดไม้,เลื่อยฝรั่ง,เหล็กกน สร้างบ้านซ่อมเฮือนได้จนชำนาญ ชาวบ้านก็จะเรียกบุคคลนั้นว่า “สล่าไม้” (ถ้าสร้างไม่ดี ซ่อมไม่ได้เรื่องก็จะเรียกว่า ซากด่า) หากบุคคลนั้นรู้จักการผสมปูนซีเมนต์ โบกปูน ฉาบปูนได้ จนเกิดความชำนาญก็เรียกว่า “สล่าปูน” สล่าที่นำมาใช้น้ำหน้านามไม่ได้มีเฉพาะคนที่สร้างบ้านแปงเมืองเท่านั้น ตนที่เป่าปี่ ตีกลอง จนเป็นผู้ชำนาญในการเล่นเครื่องดนตรีนั้น ๆ ก็เรียกกันว่า “สล่าเป่าปี่ สล่าตีกลอง” และไม่ว่าจะเป็นงานจักสาน หัตถุกรรมพื้นบ้านทุกอย่างก็จะมีคำนำหน้านามของบุคคลนั้น ๆ ว่า “สล่า” ทั้งสิ้น เพราะถือว่าเป็นบุคคลผู้มีความชำนาญทางการช่าง

      ด้วยความสลักสำคัญของ “สล่า” หรือ “ช่าง” ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ถึงกับได้สร้างโรงเรียนเพาะช่างขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อที่จะได้เป็นแหล่วงวิชาความรู้ให้กับบุคคลผู้ที่มีความสนใจ ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ในวิชาการช่างทั้งหลาย จนกลายมาเป็นช่างสิบหมู่ ในครั้งกระนั้น เช่น ช่างชัก ช่างสลัก ช่างเขียน ช่างไม้ ช่างปูน ช่างบุ ช่างรัก ช่างหล่อ ช่างกลึง ช่างปั้น

      ในล้านนานั้นยังไม่มีโรงเรียนที่เป็นระบบการเรียนการสอนแบบโรงเรียนเพาะช่าง แต่เป็นการศึกษาเรียนรู้แบบสล่าสู่สล่า หรือไม่ก็เป็นแบบประเภทครูพักลักจำ อะไรทำนองนี้ คนที่ไม่เข้าใจก็มักจะถามสล่าบ้านฝีมือดีทั้งหลายว่า “ไปเรียนจบอะไรที่ไหนมา” เกือบจะร้อยทั้งร้อยตอบว่า ฝึกฝนด้วยตนเอง และจากสล่ารุ่นพี่บ้างไม่ว่างเป็น บุญปั่น พงษประดิษฐ์ จำรัส พรหมมินทร์ คำอ้ายเดช ดวงตา เพชร วิริยะ ฯลฯ ก้ออย่าง รงค์ วงษ์สวรรค์ พิบูลศักดิ์ ละครพล มาลา คำจันทร์ ถนอม ไชยวงศ์แก้ว บุคคลเหล่านี้ก็เรียกว่าเป็นสล่าเช่นเดียวกัน เพราะเป็นผู้ที่มีความชำนาญในด้านการแต่งหนังสือ เขียนหนังสือ เป็นเรื่องสั้น นิยาย บทกวี หรือปัจจุบันมักเรียกผลงานเหล่านี้ว่า “วรรณกรรม” คงต้องเรียกว่า “สล่าวรรณกรรม” และถ้าเป็นคนไทยในภาคกลางต้องเรียกว่า “ช่างวรรณกรรม”

       สำหรับคำว่า “ศิลปิน” (Artist) ถูกนำมาใช้ตั้งแต่เมื่อใดในประเทศไทยนั้น แม้ไม่มีหลักฐานปรากฎชัดเจน แต่ก็พอจะประมาณได้ว่า คงจะเริ่ม ๆ เมื่อครั้งที่ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี (Coorado Feroci) เข้ามารับราชการในตำแหน่งช่างปั้น กรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2466 จนกลายเป็น

          อธิการบดี มีการจัดประกวดศิลปกรรม แห่งชาติติดต่อกันทุกปีจนถึงปัจจุบัน และในขณะเดียวกันก็ได้มีการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลที่ได้รับรางวัลจากการประกวด ให้เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม โดยศิลปินผู้นั้นได้รับประกาศนียบัตร เกียรตินิยมเหรียญทอง ครบ 3 ครั้ง หรือได้รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยมเหรียญทอง 2 ครั้ง กับเหรียญเงิน 2 ครั้ง ในแต่ละประเภท จึงรู้สึกคุ้นเคยกับคำว่า “ศิลปิน” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

       ปัจจุบันคำว่า “ศิลปิน” เป็นคำที่ได้รับความนิยมกันมาก แวดวงของคนทำงานศิลปะแขนงต่าง ๆ ไม่เว้นแต่ นักร้อง นักแสดง และดารา ก็จะเรียกตนเองว่าเป็น ศิลปินจนดูเปรอะกันไปหมด บางคนที่ออกอัลบั้มเพลงมาหนึ่งชุดก็เป็นศิลปินไปเสียแล้ว จนศิลปินใหญ่ อย่าง ถวัลย์ ดัชนี ถึงกับปฏิเสธว่า ผมไม่ใช่ศิลปิน (เมื่อถูกหนังสือพิมพ์สัมภาษณ์ ผมเป็นแค่สล่าวาดรูปเท่านั้น เพราะผมยังไม่มีอัลบั้ม)

        “ศิลปินในความหมายของผมก็คือ บุคคลผู้รังสรรค์งานศิลปกรรมแขนงใดแขนงหนึ่ง หรืออาจมากกว่าหนึ่งก็ได้ ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป จนมีเนื้อมีหนังที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นที่ยอมรับของสังคม อะไรประมาณนี้ ไม่ใช่งานศิลปะแนวพาณิชย์ศิลป์ หรือผลงานออกแบบตลาด ๆ ที่คัดลอกกันไปมาเช่นทุกวันนี้

         คำว่า “สล่า” ที่ถูกนำมาใช้นำหน้ากลุ่มคนทำงานศิลปะอย่างเป็นการเป็นงาน เท่าที่ทราบได้แก่ “กล่ามสล่าไตยวน” ในงานจุลมหกรรมศิลปวัฒนธรรมล้านนา ณ ศูนย์วัตนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2532 โดยมีสล่าหลวงถวัลย์ ดัชนี เป็นเก๊า พร้อมสล่าเล็กสล่าน้อยอีกประมาณ 10 กว่าคน ที่ได้รับจัดงานในครั้งนี้ ทำให้คำว่า “สล่า” เริ่มเป็นที่รู้จักและคุ้นเคยกันมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคกลางผ่านสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และหลังจากนั้นก้ได้มีกลุ่มสล่าเกิดใหม่เกิดขึ้นอีกลายกลุ่มในภาคเหนือ สำหรับคำว่า “สล่าเก๊า” ผมมีเรื่องเล่าให้ฟังดังนี้

        เมื่อปี พ.ศ. 2544 ครูศิลปะที่อยู่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนได้รวมกลุ่มกันจำนวน 44 คน มีผลงานจำนวน 80 กว่าชิ้น ได้นำมาจัดแสดงขึ้นที่ สำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎเชียงราย โดยมีชื่องานแสดงในครั้งนั้นว่า “ปอยครูศิลป์แผ่นดินล้านนา” มีสล่ารับเชิญได้ส่งผลงานเข้าร่วมแสดงด้วยกันหลายคน ในจำนวนหลายคนนั้นมีสล่าหลวงถวัลย์ ดัชนี (ศิลปินแห่งชาติ) รวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง มี พล.ต.ต. วุฒิ วิทิตานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายเป็นประธานเปิดงาน เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ สล่าชื่อดังของเชียงรายได้รับเชิญให้เป็นผู้กล่าวรายงาน และแนะนำกลุ่มครูศิลปะ การกล่าวรายงานของเฉลิมชัยตอนหนึ่ง ได้กล่าวพาดพิงไปถึงถวัลย์ ดัชนี สล่าผู้พี่ที่ได้มาร่วมพิธีเปิดงานในครั้งนั้นความว่า “อ้ายหวัน เปิ้นเป๋นสล่าเก๊า บ่าว่าตี๋เจียงฮาย ตี๋กรุงเทพฯ อ้ายหวันก็เป็นเก๊า หื้อกับหมู่เฮา น้องนุ่งซุงซองมาโดยตลอด”

          เมื่อเฉลิมชัยกล่าวรายงานต่อท่านประธานจบ ถวัลย์ ดัชนี ก็ได้ลุกออกมายืนอยู่หน้าประรำพิธี โดยที่ไม่มีใครเชิญ และพูดว่า “อ้ายขอใจ้สิดก๋านอู๋คั้งนี้ เพราะอ้ายถูกเฉลิมชัยพาดพิง อ้ายต้องของชี้แจงว่า อ้ายบ่ได้เป๋นเาเฉพาะตี๋เจียงฮาย ตี๋กรุงเทพฯ เต่าฮั้น บ่ว่าตี๋ไหน ๆ อ้ายก็ตึงเป๋นเก๊า เพราะอ้ายเป๋นโรคเก๊า” ทั้งแขก คนไทย ฝรั่ง ปรบมือฮากันตึง

                                         ฉลอง พินิจสุวรรณ

                                 บ้านสันโค้งน้อยเกี่ยวฟ้าเชียงราย

กลับด้านบน