

“ต๋ามฮีต โตยฮอย สล่าเมือง”
เล่ากำหอม ต๋อมกำม่วน โดยสล่าบุญรัตน์ ณ วิชัย
บ้านเติ๋นฮ่อมเฮือน เชียงใหม่
เมืองล้านนาแก้วทิพย์ดวงแสง มีความสมดุลทางระบบนิเวศน์วิทยาไปด้วยเก๊าไม้สัก แดง เปา เหียง นานาพันธุ์ ชอมภอ บัวตอง ก๋าสะลอง ลมแร้ง ดอกบานสะพรั่งหลากสีสัน บัวระวงศ์ จี๋ตะล่อม สารภี คำปู้จู้ น่าชวนชม จุ๋มปี๋ จุ๋มป๋า เก็ดตะหวา สบันงา ส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกล เอื้องเผิง เอื้องคำ ฟ้ามุ้ย สามปอยหลวงประดุจดังนางฟ้า สถิตสรวงบนเก๊าไม้ใหญ่ ยามเมื่อลมหนาวพัดมาต๋ามฮ่อมดอย อาทิตย์ส่องแสง ผ่านม่านหมอกขาว ม่อนผาดอยสูงเสียดฟ้า แก่นแก้วเรืองรองอารยะธรรมเมืองอันยาวนาน เสน่ห์ตระการตาแห่งเมืองศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าพลังฉายแสงแพรวพราวศรัทธา ต๋ำนานพระเจ้าไม้งามสง่า อานิสสงฆ์ผลบุญอันแรงกล้า ป๋าเวณีอลังการ คู่ฟ้าแดนดินถิ่นล้านนาเมือง
“สล่า” เป็นคำสรรพนามที่ใช้เรียกขานกันในภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ ความหมายเหมือนกับคำว่า “ช่าง” หมายถึง ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสาขาอาชีพ ตามแขนงงานของตนอันได้แก่ สล่าจ่างไม้ สล่าจ่างปูน สล่าจ่างปั้น ในความรู้สึกของข้าพเจ้าแล้ว คำว่า “สล่า” นั้นมีความยิ่งใหญ่ มีตำนานเล่าขานที่น่าสนใจ ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ที่จะยึดอาชีพงานสล่าได้นั้น จำเป็นต้องมีทักษะฝึกฝน เรียนรู้และผ่านประสบการณ์ให้เกิดความชำนาญได้เป็นอย่างดี จะต้องมีองค์ความรู้อีกหลายอย่าง ได้แก่ การรู้จักคิดเป็น ทำเป็น สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างถูกต้อง ยึดหลักการของเหตุผล ตลอดจนมีแนวความคิดไหวพริบด้วยสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด รอบคอบ ขยัน อดทน ทำงานด้วยความปราณีต ละเอียดอ่อน และจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นรูปแบบด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่น เพื่อเป็นการสื่อแสดงถึงจิตวิญญาณ วิถีชีวิต เผ่าพันธุ์ อันจะเป็นมุมมองที่ได้สะท้อนถึงความมีอายระธรรม ความเชื่อ พิธีกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนาเมืองได้เป็นอย่างดี ดั่งที่ได้เรียกขานขนานนามว่า “สล่าเมือง” นอกจากนี้ยังแบ่งประเภทของสล่าเมืองได้อีกสามลักษณะด้วยกัน อันดับแรกได้แก่ผู้ที่มีความสามารถ ทักษะในการทำงานอย่างชำนาญ เก่งกาจด้วยฝีมืออันยอดเยี่ยม เรียกว่า “สล่าเก๊า” หมายถึง ผู้ที่เป็นหัวหน้าช่างนั่นเอง อันดับสอง สล่าผู้มีประสบการณ์ทำงานเป็นเวลาหลายปี มีคุณวุฒิ วัยวุฒิมากพอสมควรเป็นที่รู้จักยอมรับในวงการสล่าและสังคมได้เป็นอย่างดี เรียกว่า “สล่าหลวง” ส่วนสล่าอันดับสามคงจะเป็นผู้ที่กำลังแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากการทำงานตามสาขาอาชีพที่ตนเองมีความถนัด มีใจรัก ความอดทน ขยัน เพื่อที่จะก้าวขึ้นไปเป็นตำแหน่ง สล่าเก๊า เรียกว่า “สล่าตังป๋าย” หรือเป็นช่างกำลังฝึกหัด
คนล้านนาโบราณมักจะมีกลยุทธวิธีในการสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมหัศจรรย์ บางทีแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า คนสมัยก่อนมีเทคนิคในการทำบางสิ่งบางอย่างได้อย่างไร ? ทั้งที่ความเจริญทางด้านเทคโนโลยียังไม่ทันสมัย เช่น การเข้าปากไม้ ประกอบเดือยด้วยการใช้สลัก หรือลิ้มทำด้วยไม้ แทนการใช้ตะปูตอก การทอผ้าฝ้ายด้วยมือที่มีลวดลายสวยงามหลากสีสัน การนำเอาผ้าฝ้ายมาย้อมสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ ตลอดจนการนำเอากระดาษมาทำโคมลอย เพื่อใช้ปล่อยขึ้นบนท้องฟ้า ตามความเชื่อในเทศกาลยี่เป็งของชาวล้านนา
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นจากความคิด สติปัญญา ของผู้คนที่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นชนบท นับว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ปัจจุบันมักนิยมเรียกกันว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ภาษาท้องถิ่น (เรียกว่า “ภูมิผญ๋า กำกึ้ดสล่า” สล่าเมืองมักจะมีการสืบสานทางด้านภูมิปัญญาจากการเรียนรู้ของ พ่อครู แม่ครูสล่า หรือแม้แต่บางรายมีใจรัก สนใจที่อยากจะมีความรู้ ทักษะของการทำงานด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้แบบ “ช่างสู่ช่าง” หรือ “สล่าสู่สล่า” โดยรูปแบบผลงานที่เกิดจากการรังสรรค์ของสล่าเมือง แต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไปตามสภาวะสิ่งแวดล้อม ความเชื่อ พิธีกรรม ตลอดทั้ง อุดมคติ เจตคติอันจะนำไปสู่การกำเนิดของความเป็น “ตระกูลช่าง” โดยมีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า “โหล่งสล่า” ได้แก่ แหล่งการทำผลิตภัณฑ์งานแกะสลักชางไม้บ้านหลุก อ.แม่ทะ จ.ลำปาง, แหล่งบ้านทา อ.แม่ทา จ.ลำพูน, แหล่งบ้านกิ่งแลน้อย อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ แหล่งบ้านถวาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่, แหล่งบ้านบวกค้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และแหล่งบ้านถ้ำผาตอง อ.เมือง จ.เชียงราย การทำงานของแต่ละแหล่งชุมชน ยังมีการรักษาคงไว้ในลักษณะแบบ “สืบฮีต สายฮอย” ของความเป็นจารีต ตามรอยเจตนารมณ์ทางด้านภูมิปัญญาสล่าพื้นบ้าน แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการไปตามยุคสมัยของกาลเวลา คงจำเป็นต้องฝากความหวังไว้ให้กับละอ่อนเยาวชนจาวเหนือ ที่จะต้องเดินทางสู่บนเส้นถนนของความเป็นสล่าล้านนา ที่จะต้องสืบสานต่อไป ตามกระบวนการเรียนรู้งนช่างภูมิปัญญา “ต๋ามฮีต โตยฮอย สล่าเมือง”
การทำงานของสล่าเมืองล้านนานั้นมีอยู่มากมายหลายแขนงอาชีพด้วยกัน ข้าพเจ้าขอ หยิบยกเอ่ยอ้างนาม เฉพาะสล่าที่ได้รังสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตามลักษณะสาขาอาชีพ พอสังเขป ดังต่อไปนี้
สล่าแต่งแต้ม
ผลงานจิตรกรรมฝาผนังตามวัดวาอาราม การเขียนภาพทิวทัศน์ ภาพสัตว์ วิถีชีวิตชนบทบนผ้าฝ้าย, จ้องและพัด ตลอดจนการขีดเขียนเส้นเป็นรูปภาพต่าง ๆ การปิดทองคำเปลวลงบนงานเครื่องเขิน รัก และไม้ เป็ฯต้น
สล่าปั้นแป๋ง
ผลงานประติมากรรมปั้นปูนตกแต่งในงานสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้าง วัดวาอารมต่าง ๆ การปั้นดินเหนียว น้ำหม้อ น้ำต้น ผางประทีป แจกัน ภาพคน สัตว์ ลวดลาย ตลอดจนการปั้นชันประดับงานเครื่องเขิน เป็นต้น
สล่าตัดต้อง
เป็นการตัด ฉลุ ตอก ด้วยวัสดุกระดาษ สังกะสี อลูมิเนียม ทองเหลือง ทองแดง เป็นภาพลวดลาย คน สัตว์ประจำปีเกิด (ตั๋วเปิ้ง) เพื่อใช้ประดับตกแต่งงานสถาปัตยกรรม หัตถกรรม พิธีกรรมต่าง ๆ ได้แก่ ตุง สลุง โคมประทีบ ประดับหลังคาบ้าน ปราสาทศพ เป็นต้น
สล่าสลักจ๋าน
การแกะสลักไม้ในงานหัตถกรรมของใช้สอยในชีวิตประจำวัน น้ำบวย คันฉ่อง แหย่ง กรอบรูป งานตกแต่ง สถาปัตยกรรม กาแล ช่อฟ้า นาคทันฑ์ หน้าบัน งานเครื่องไม้พิธีกรรมตามความเชื่อ หำยนต์ สัตตภัณฑ์ ตุงกระด้าง พระเจ้าไม้ งานประติมากรรมภาพ คน สัตว์ ทิวทัศน์ ลวดลาย นอกจากนี้ยังเป็นลักษณะของการนำเอาเหล็กแหลมจ๋านอักขระตั๋วเมือง ลวดลายบนแผ่นทองเหลือง ทองแดง ทำเป็นยันต์ เครื่องรางของขลังตามความเชื่อของชาวล้านนา
สล่าสานขัด
การนำเอาวัสดุในท้องถิ่น ได้แก่ ไม้ไผ่ ต้นกก ต้นแหย่ง เชือกกล้วย หวาย ใบลาน ใบตาล และผักตบชวา โดยนำเอามาขัดสานทำเป็นโครงสร้างผูกมัดลวดลาย ในงานหัตถกรรมเครื่องจักรสาน เช่น หมวก ตระกร้า กระเป๋า กระบุง เปี้ยด ส้า ก๋วยสลาก งานตกแต่งบ้า วัดวาอาราม ได้แก่ รั้วสานแตะ รั้วต๋าแสง ตลอดจน ฝา เพดาน สานด้วยไม่ไผ่ของเรือนเครื่องผูก
สล่าฝั้นตอ
ลักษณะขอการถักทอด้วยมือ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย เสื้อม้อฮอม ผ้าซิ่นตีนจก ผ้าต่อง ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ตลอดจนการนำเอาเปลือกป๋อ กาบกล้วย มาฝั้น ทำเป็นเชือกใช้ในการผูกมัด
สล่าหล่อเบ้า
การนำเอาดินเหนียวมาปั้น ทำเป็นต้นแบบแม่พิมพ์ ในการหล่อ เทพิมพ์ด้วยวัสดุปูนซีเมนต์ ขี้ผึ้ง ทองเหลือง ทองแดง เพื่อหล่อเป็นพระพุทธรูป คน สัตว์ ลวดลายประดับตกแต่งต่าง ๆ
สล่าหย้องงาม
ถ้าจะพูดไปแล้ว “หย้องแต่ง หย้องงาม” นั้นเป็นลักาณะของการนำเอาวัสดุต่าง ๆ มาประดับประดาตกแต่งให้มีความงามวิจิตร วิลิศมาหลาโดยเฉพาะคนเมืองเหนือมักจะมีอุปนิสัยชอบรักสวยรักงาม แต่งหย้องไปด้วยหลากหลายสีสัน แพรวพราว ตัวอย่างเช่น การประดับประดาลวดลายปูนปั้น นาคสิงห์ งานแกะสลักไม้ฝาตาดล้อเกวียน ลวดลายประดับหน้าบันวิหาร ด้วยกระจกสี การแต่งหย้อง ประดับประดาต้นครัวทาน ตุง ด้วยกระดาษสีตลอดจนการทาสี ผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรม เช่น ขันโตก เซี่ยนหมาก ทาด้วยสียางรัก
ผลงานที่สล่าเมืองแต่ละสาขาอาชีพ ได้รังสรรค์ออกมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์ ศิลปหัตถกรรมนั้นเป็นการบ่งบอก สื่อแสดงออกถึงความเรียบว่าย บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ตลอดจนความเป็นเอกลักษณ์กลิ่นอัยของความเป็นชนบทพื้นบ้าน โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน และความงามทางด้านศิลปะควบคู่กันไป เรียกว่า “งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน” หรือที่รู้จักกันในนามรูปแบบงานศิลปะ “โฟล์คอาร์ต” ของชาวฝรั่ง
การที่สล่าผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมทุกแขนงอาชีพ ได้เรียนวิชา ความรู้ ความสามารถทางภูมิปัญญา จากพ่อครู แม่ครู สล่าเมืองนั้นนับเป็นสิ่งที่สูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์ และมีคุณค่าอันใหญ่หลวง ดังนั้น ผู้ได้รับการสืบสาน จรรโลง ความเป็นฮีตฮอยของงานช่าง สล่าจำต้องมีการรำลึก เคารพ บูชา พ่อครู แม่ครู ของตนอยู่เสมอ ในสมัยก่อน ผู้ที่จะเข้ารับการเป็นศิษย์จะต้องมีการครอบครูช่าง หรือ “การขึ้นขันตั้งสล่า” เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ระลึกถึงครูบาอาจารย์ที่ได้ประสาท ถ่ายทอดวิชาความรู้ และเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ตามสาขาอาชีพที่ได้เล่าเรียนมา ช่วงวันที่ 15 เมษายน ตรงกับวันพญาวันในเทศกาลป๋าเวณี ปี๋ใหม่เมืองของชาวล้านนา ผู้เป็นศิษย์ทั้งหลาย สล่าเก๊า สล่าป๋าย จะได้นำเอาปัจจัยของกิน ของใช้สอยประจำวันรวมทั้ง น้ำขมิ้น ส้มป่อย ข้าวตอก สวยดอกไม้ พร้อมทั้งธูป เทียน ใส่บนพานขันตอก สลุงเงิน เพื่อไปดำหัว-ดำเกล้า สักการบูชา พ่อครู แม่ครู สล่าหลวง อันจะเป็นการขอพรหรือปั๋นปอม ขอขมาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่คิดว่าได้กระทำการล่วงเกินซึ่งจะเป็นการแสดงความกตัญญู ต่อผู้มีพระคุณ พ่อครู แม่ครู สล่า
ปัจจุบัน ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมอันทันสมัยในฐานะที่เรามีการดำรงชีวิตของความเป็นอาชีพสล่าพื้นบ้านล้านนา เรามีศักดิ์ศรีและภูมิใจที่ได้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาอันล้ำค่า น่าจะมีการรณรงค์ให้เกิดเจตคติ ความรัก หวงแหน ปลูกฝังจิตสำนึก สร้างค่านิยมที่ดีให้กับเยาวชน พร้อมที่จะสืบสานลมหายใจ พลังไฟแห่งศิลป์ที่ป้ออุ้ย แม่หม่อนได้รังสรรค์เอาไว้บนแผ่นดินล้านนา แล้วพร้อมที่จะเดินทางบนเส้นถนนของความเป็นสล่าล้านนา “ต๋ามฮีต โตยฮอย สล่าเมือง” บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เหล่าสล่าทั้งหลายทุกหนทุกแห่งจะได้เอาน้ำใจพร้อมทั้งผลงานอันทรงคุณค่า มาฮ่วมฮอมแสดงนิทรรศการสล่าล้านนาในครั้งนี้ นับว่าเป็นการแสดงผลงานครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าในนามคณะกรรมการดำเนินงานสล่าศิลปะบนลานดินขอขอบพระคุณอย่างสูงสุด หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ภาคเหนือ เขต 1) พ่อครู แม่ครูสล่าหลวง สล่าเก๊า สล่าป๋าย กลุ่มกวีล้านนา ป้อก้า แม่ก้า กาดหมั้วครัวฮอมนัก แสดงศิลปินปื้นบ้านล้านนา สื่อมวลชนทุกท่าน ยินดีจ๊าดนักสำหรับแขกแก้วสหายคำ เจ้าปี๋ นายน้อง ตึงญิงตึงจาย ที่ได้รับเกียรติมาฮ่วมงาน “ต๋ามฮีต โตยฮอย สล่าเมือง” มา ณ โอกาสนี้ตวยเน้อ