ศิลปินแท้นั้นเป็นฉันท์ใด


อาจารย์ ฉลอง พินิจสุวรรณ

ในความรู้สึกของคนทั่วไปมักเข้าใจกันว่า คนวาดรูป ปั้น แกะสลัก ออกแบบ ดนตรี ฟ้อนรำ ฯลฯ ล้วนเรียกว่าเป็นศิลปิน จึงทำให้ความรู้สึกของคนทั่วไปเห็นว่า ศิลปินมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองแทบจะเดินชนกัน ความจริงแล้วไม่ใช่ แล้วที่เรียกกันว่าเป็น “ศิลปิน” นั้นเป็นอย่างไร ลองฟังความคิดเห็นของคนแวดวงศิลปะว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร

คนที่อยากเป็น “ศิลปิน” คงไม่จำเป็นว่าจะต้องเรียนจบมาจากสถาบันศิลปะเสมอไป แต่ต้องทำงานศิลปะไม่แจนงใดก็แขนงหนึ่ง ตามที่ตนเองถนัด อย่างมีแบบแผน มีการศึกษาค้นคว้าทดลองเป็นขั้นตอนมีที่มาที่ไป และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำงาน มีการนำเสนอผลงานออกสู่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สังคมได้ตรวจสอบหรือประเมินผลงานของตน เช่น การแสดงความคิดเห็นวิพากวิจารณ์ เพื่อให้มีการพัฒนาผลงานไปสู่คุณภาพ ไม่ใช่เพิ่งสร้างผลงานได้ไม่กี่ชิ้น ร่วมแสดงผลงานกันไม่กี่ครั้ง ก็คิดว่าตนเองนั้นเป็นศิลปินแล้ว

นักวิจารณ์ศิลปะในบ้านเมืองเราที่เห็น ๆ อยู่ก็มีเพียงไม่กี่คน ที่กล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ศิลปินประเภทขวัญอ่อนหรือประเภทมือใหม่หัดขับ มักจะกลัวการวิจารณ์ผลงานเพราะมักจะทำใจไม่ได้ ทำให้บางคนถึงกับท้อและหมดกำลังใจไปเลยก็มี

ในสายตาของคนทั่วไปที่มักมองกันว่ามีศิลปินมากมาย เรียกว่าแทบจะเดินชนกัน เช่น บางคนเป็นช่างฟ้อน นักดนตรี นักวาดรูป ปั้น-แกะสลัก ฯลน ถ้าไม่มีการแยกแยะก็อาจจะจริงอย่างที่เข้าใจกัน บางคนเป็นช่างฟ้อน นักดนตรี ที่ไม่ได้มีผลงานอะไรที่เป็นของตนเอง ที่ร้อง เล่น เต้น รำ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของคนอื่น ไม่ได้มีเนื้อหนังอะไรเป็นของตนเอง หรือยังไม่มียี่ห้อ อย่างนั้นเขาเรียกว่าเป็นได้แค่ “นักแสดง” หรือ “นักอนุรักษ์” ไม่เรียกว่าเป็น “ศิลปิน”

นักวาดรูปบางคนก็เช่นกัน ไปคัดลอกเอาภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่า ๆ ที่มีอยู่ตามวัดวาอารามต่าง ๆ มาวาดลงบนกระดาษผ้าใบ ใส่กรอบขายให้กับนักท่องเที่ยว หรือไม่ก้วาดขายให้กับเจ้าของโรงแรม(เปิดใหม่) เพื่อนำไปประดับตกแต่งตามห้องต่าง ๆ นับร้อยชิ้น ได้เงินมาหลายแสนบาท สร้างฐานะความร่ำรวยให้กับตนเอง เรียกว่าเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่ เพราะอย่างนี้เขาไม่ได้เรียกว่าเป็นศิลปิน ก็เป็นได้แค่ “นักลอกเลียนแบบ” เพราะเป้นผลงานที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาค้นคว้าและสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ จนเกิดเป็นแนวงานศิลปะของตน เป็นที่ยอมรับของสังคม ดังนั้นความหมายคำว่า “ศิลปิน” จึงมีมากไปกว่านี้ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้อิจฉาตาร้อน

ศาตราจารย์ศิลป์ พีระศรี(Corrado Feroci) ได้กล่าวถ้อยคำอันเป็นอมตะวาจาไว้เป็นข้อคิดข้อเตือนใจให้กับลูกศิษย์ลูกหาของท่านวา.. “ศิลปินมีความประหลาด มีข้อบกพร่องและมีคุณสมบัติต่าง ๆ เหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายทั่ว ๆ ไป แต่ศิลปินได้รับความรู้สึกที่ไวยิ่งกว่า และมีลักษณะพิเศษส่วนตัวมากกว่าศิลปินบางคนช่างคิดฝัน บางคนมีอารมณ์ร้าย บางคนตลกโปกฮา บางคนเป็นนักเยอะเย้ยกระทบกระเทียบ บางคนข่มขื่นและอิจฉาตาร้อน บ้างก็เป็นคนเปิดเผย ใช้เงินหมดทุกสตางค์จนเกินรายได้และบางคนก็งกเงิน”

อาจารย์สมศักดิ์ เชาว์ธาดาพงศ์ สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลป์สุพรรณบุรี) ก็เคยกล่าวไว้ว่า .. “ศิลปะใดก็ตามที่ถูกนำขึ้นหิ้งบูชา หรือเป็นผลงานสะสมของพิพิธภัณฑ์ไปแล้วถือว่าสูงสุด ไม่ควรที่จะนำเอามาลอกเลียนแบบ เพราะอย่างไรก็ไม่ทำให้คุณค่าของงานเพิ่มขึ้น”

เมื่อสังคมมองคนทำงานศิลปะอย่างไม่แยกแยะ ว่าขนาดไหน อย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็นศิลปินและไม่ใช่ศิลปิน จะได้ไม่เกิดการสับสน “ถวัลย์ ดัชนี” (ศิลปินแห่งชาติ) ถึงกับกระทบกระเทียบเอาว่า.. “ผมเป็นเพียงแค่ช่างวาดรูป ไม่ใช่เป็นศิลปิน เพราะผมไม่เคยออกเทป”

รองศาสตราจารย์วิบูลย์ ลี้สุวรรณ นักวิชาการศิลปะ ศิลปิน และนักวิจารณ์ศิลปะ ได้เขียนบทความตีพิมพ์ลงในสูจิบัตรนิทรรศการศิลปะ “สองทศวรรษในสหรัฐอเมริกาของ กมล ทัศนาญชลี” ความตอนหนึ่งว่า.. “ศิลปิน เป็นคำที่ใช้กันอ่างกว้างขวางและฟุ่มเฟือยในปัจจุบัน จนเกิดความรู้สึกกว่าใครทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ หรือพอจะเป็นศิลปะบ้างก็ได้ชื่อว่าเป็นศิลปิน จึงดูเหมือนว่าความเป็นศิลปินนั้น ใครก็เป็นได้ หากมีโอกาส ซึ่งความจริงคนที่เป็นศิลปิน (Artists) ที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย จะเห็นได้ว่าในจำนวนประชากรของโลกจำนวนหลายพันล้านคนมีศิลปินที่แท้จริงอยู่เพียงไม่กี่ร้อยคน เฉพาะศิลปินด้านทัศนศิลป์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่โลกยอมรับนั้นมีเพียงไม่กี่คน แสดงว่าการไต่เต้าไปสู่ความเป็นศิลปินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และการเป็นศิลปินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และการเป็นศิลปินนั้น มิใช่อยู่ที่การกำหนดตนเอง หรือการเรียกขานสรรเสริญเยินยอจากผู้อื่น ถึงกระนั้นก็ตาม การจะเรียกขานกันอย่างไรคงไม่ใช่สิ่งสำคัญนัก แก่นแท้ของผู้สร้างผลงานศิลปะอยู่ที่ความสำเร็จของผลงานและพฤติกรรมของผู้นั้นว่า เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจศิลปะมากน้อยเพียงใด”

การแสดงผลงานศิลปะหรือที่เรียกว่า ART EXHIBITON ควรเป็นการนำเสนอผลงานความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ ทั้งรูปแบบและเนื้อหา ที่ตนเองได้ศึกษาค้นคว้าทดลองปละปฏิบัติออกมาเป็นรูปธรรม นำเสนอสู่สาธารณชน เพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงวิวัฒนาการทางศิลปะ ว่าไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่หรือตายไปแล้ว การพัฒนาคือลมหายใจของศิลปะ

เห็นคนทำงานศิลปะบางคน มักนำเสนอผลงานของตนในรูปแบบที่ซ้ำซาก แทบจะไม่มีอะไรที่แปลกใหม่ไปจากเดิมเหมือนกับเป็นการสร้างงานเพื่อขายมากกว่าที่ต้องการแสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อต้องการยกฐานะทางจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น โดยเอาเงินเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ ไม่ใช่เอาเป็นตัวตั้ง บางคนขยันทำงาน แสดงผลงานบ่อย ๆ แต่ผลงานไม่พัฒนา จนผลงานใกล้จะกลายเป็น ส.ค.ส.

เคยสอบถามกับคนทำงานศิลปะประเภทนี้ว่า.. ทำไม่ไม่รู้จักเปลี่ยนแนวความคิด (Concept) ใหม่ ๆ มาทดลองนำเสนอบ้าง คนเสพงานศิลปะจะได้รู้สึกตื่นเต้นบ้าง ก็ได้รับคำตอบว่า .. “กลัวว่า ลูกค้าจะจำแนวทางงานของตนเองไม่ได้ ทำให้ผลงานขายไม่ได้และยังเป็นหนี้ค่ากรอบรูป” ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมการแสดงผลงานศิลปะของศิลปิน (บางคน) ไม่เกิดการพัฒนา ไม่รู้สึกตื่นเต้นและไม่มีพลังพวยพุ่งออกมาจากความรู้สึกที่เป็นจิตวิญญาณของศิลปิน จนผลงานเหลือเพียงแค่การฝีมือ เท่านั้น

ศิลปะต้องเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ไม่ใช่แคลองทำกันเล่น ๆ เหมือนกับเอานิ้วมือไปจุ่มลงในน้ำเพียงแค่ให้รู้สึกว่ามันร้อนหรือเย็นเท่านั้น แต่ต้องลงไปเล่นกับมันทั้งเนื้อทั้งตัวและหัวใจ จึงจะได้ความรู้สึกที่แท้จริง ถ้าจะใช้ภาษาแบบชาวบ้าน ๆ ก็ต้องบอกว่า.. เอาชีวิตเป็นเดิมพันในเรื่องนี้ พิบูลศักดิ์ ละครพล นักเขียนชื่อดังจิตรกร (สีน้ำ) กล่าวว่า.. “จึงไม่แปลกที่นาน ๆ จึงจะมีศิลปินแท้ปรากฏ ส่วนชยากศิลปินหรือจิตรกรเชิงพาณิชย์นั้นมีมากพอ ๆ กับโสเภณี”

แล้วท่านละครับคิดว่า... ศิลปินแท้นั้นเป็นฉันท์ใด

ฉลอง พินิจสุวรรณ

บ้านสันโค้งน้อยเกี่ยวฟ้าเชียงราย

กลับหน้าแรก สล่าล้านนา
รวมพล สล่าเมือง
 
    หน้าแรก  เกี่ยวกับเวปไซต์  ชมรมส่งเสริมสล่าล้านนา  ติดต่อชมรม  โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา  
 
 สล่าเมืองล้านนา  สล่าทิพย์แก้ว  สล่าแกลอรี่  เล่าเรื่อง"ล้านนา"  หัตถศิลป์ล้านนา  ล้านนาเทรนด