|
ร่วมบรรเลงเป็นเพลง ทำนองหวาน
ธิตินัดดา จินาจันทร์ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
บทความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ บันทึกคนบันทึก "หอมกลิ่นแผ่นดินเกิด" หมอเมือง ภูมิปัญญาการรักษาพยาบาลแต่ดั้งเดิม กาดเมือง – กาดหมั้ว เปลวประทีบไหว ใต้เงาโคม ร่วมบรรเลงเป็นเพลง ทำนองหวาน แกว่งไกวชายไหว ตามสายลม ฟ้อนเชิงเชิง ฟ้อนหนุ่มล้านนา
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

เสียงดนตรีพื้นเมืองดังแอ้อี่อ้อยขึ้นมาเมื่อใด ก็เหมือนดั่งเป็นมนต์วิเศษสะกดจิตใจคนฟังให้ เคลิบเคลิ้มไปได้ทุกที ยิ่งถ้าหากได้ไปร่วมงานบุญ งานมงคล พอได้ยินเสียงดนตรีดังขึ้นก็แทบอยากจะเอนกายนอกอยู่ใต้ร่มไม้เย็นๆ สดับฟังดนตรีให้เคลิ้มหลับไปก็คงจะมีความสุขไม่น้อย
คนล้านนามีชีวิตที่ผูกพันกับดนตรีมาตั้งแต่อดีต แม้จะเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำ เชี่ยวชาญทั้งการงาน กล้าหาญในการศึกเพียงใด หากมีเวลาว่าง เพื่อนคู่ใจคลายเหงาก็คงจะไม่พ้นเครื่องดนตรีประจำกายอย่างใดอย่างหนึ่ง
เสียงดนตรีนั้นบ่งบอกความนัยของคนเล่น เพราะอย่างนี้เอง สำเนียงเพลงที่ดังลอดมาจาก เปี๊ยะ ซึง ของหนุ่มโสดยามเดินเป็นกลุ่มไป “แอ่วสาว” ต่างบ้านจึงได้ครื้นเครงสนุกสนาน และยามที่ไปถึงหน้าบ้านสาวรัก เสียงดนตรีก็ช่างหวานหยดราวกับจะรำพึงรำพันออดอ้อนให้สาวเจ้าเห็นใจในความรัก และตามที่ต้องจากลาไป เสียงดนตรีนั้นก็เหมือนจะละห้อยให้วังเวง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากใครที่เล่นเปี๊ญะได้นั้นก็ราวกับว่าจะถอดดวงใจออกมาบรรเลงเป็นเสียงดนตรี เพราะเปี๊ยะเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องวางแนบอก ให้ใกล้กับหัวใจมากกว่าเครื่องดนตรีชิ้นอื่นใด เสียงกังวานทุ้มที่เปล่งเสียงออกมาจึงราวกับจะเป็นเสียงที่บรรเลงออกมาจากดวงใจเลยทีเดียว
แม้วันเวลาจะผ่านพ้น ดินแดนของคนเมืองที่เรียกกันว่าแผ่นดินล้านนาผืนนี้จะถูกรุกไล่ด้วยวัฒนธรรมต่างถิ่นมากเพียงใดก็ตาม แต่สำนึกในเชื้อสายคนเมืองก็ยังคงหลงเหลืออยู่เต็มเปี่ยมสายเลือดของหนุ่มสาวคนล้านนากลุ่มหนึ่งที่ยังเห็นคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ และอุทิศตัวในการจะสืบทอดต่อไป
ในงานบุญหลายงาน เราจึงเห็นภาพของสาวหนุ่มรุ่นเยาว์หลายสิบคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยบรรเลงขับกล่อมในงาน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลายเมืองก็ดี กลุ่มวงดนตรีนาคทันก็ดี ช้างสะตนก็ดี ล้วนแต่เป็นสีสันที่ขาดแทบไม่ได้เลยในแต่ละงาน
ในงานสืบสานล้านนาเองนั้น กลุ่มหนุ่มสาวผู้รักในศิลปะการแสดงของล้านนาหลายกลุ่มก็ได้เข้ามาร่วมกันอย่างแข็งขัน บนเวทีการแสดง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดใดก็ตาม สาวหนุ่มทั้งหลายสามารถร่ายบรรเลงดนตรีให้ผู้คนในงานได้ฟังกันตั้งแต่เช้ายันค่ำเลยทีเดียว
เครื่องดนตรีพื้นบ้านล้านนา มีทั้งเครื่องดีด สี ตี เป่า ครบครัน เครื่องดีดนั้นมีอยู่ 2 ชนิด คือ เปี๊ยะ และ ซึง เครื่องสีนั้นได้แก่ สะล้อ มีลักษณะคล้ายกับซอของเครื่องดนตรีไทย ส่วนเครื่องตีนั้นจะได้แก่ กลอง ซึ่งมีอยู่หลากหลายชนิด ไม่ว่าเป็นกลองหลวง กลองเต่งถิ้ง กลองมองเชิง กลองปู่เจ่ กลองสะบัดชัย เป็นต้น
กลองหลากหลายชนิดนี้หากจะจำแนกเป็นประเภทตามลักษระการขึ้นหน้ากลองก็จะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ กลองที่ขึ้นหนังหน้าเดียว และกลองที่ขึ้นหนังสองหน้า ซึ่งกลองแต่ละชนิดแต่ละประเภทนั้นก็นำไปใช้งานต่างกัน ส่วนเครื่องเป่านั้น จะประกอบด้วย ปี่ แน และขลุ่ย
การประสมวงของดนตรีพื้นบ้านล้านนานั้นมีหลายลักษณะด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวงสะล้อ-ซึง วงปี่ชุม วงแห่กลองแอว วงกลองสะบัดชัย วงกลองมองเชิง วงกลองเต่งถิ้ง วงดนตรีแห่พื้นเมืองประยุกต์ เป็นต้น
การบรรเลงดนตรีพื้นบ้านล้านนานั้นมีทั้งที่ใช้ประกอบในพิธีกรรม และประกอบการแสดงเพื่อความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็ดี พิธีกรรมเกี่ยวกับผี เช่น การฟ้อนผีก็ดี หรือศิลปะ การแสดงใดๆ ดนตรีพื้นบ้านเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดเสียมิได้
บรรดาหนุ่มสาวนักดนตรีนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีความสามารถในการประดิษฐ์เครื่องดนตรีเองด้วย บางคนอาจจะประดิษฐ์เครื่องดนตรีไว้เป็นเครื่องดนตรีประจำตัว บางคนก็ประดิษฐ์เพื่อขายเป็นรายได้ แต่หากยามใดที่มีงานปอย งานบุญ เหล่านักดนตรีเหล่านี้ก็จะมารวมตัวกันช่วยงานอย่างเต็มกำลัง
และในงานบุญงานปอยหลายต่อหลายครั้ง เมื่อเสียงเพลงได้ปลุกเร้าวิญญาณของนักเล่นดนตรี เราก็จะเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อครูแม่ครูดนตรีขึ้นเวทีไปร่วมบรรเลงเพลงร่วมกับกลุ่มหนุ่มสาวด้วย
แม้ว่าเรี่ยวแรงจะต่างกัน ประสบการณ์การเล่นดนตรีจะต่างกัน แต่เสียงเพลงที่ดังแว่วออกมานั้นก็ช่างสอดประสานกันไปได้อย่างอ่อนหวานเสียนี่กระไร