|
เปลวประทีบไหว ใต้เงาโคม
ธิตินัดดา จินาจันทร์ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
บทความจากส่วนหนึ่งของหนังสือ บันทึกคนบันทึก "หอมกลิ่นแผ่นดินเกิด" หมอเมือง ภูมิปัญญาการรักษาพยาบาลแต่ดั้งเดิม กาดเมือง – กาดหมั้ว เปลวประทีบไหว ใต้เงาโคม ร่วมบรรเลงเป็นเพลง ทำนองหวาน แกว่งไกวชายไหว ตามสายลม ฟ้อนเชิงเชิง ฟ้อนหนุ่มล้านนา
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

ยามเทศกาลยี่เป็ง พอแสงสุดท้ายแห่งวันอำลาไป จันทร์เพ็ญก็เริ่มฉายแสงนวล เสียงประทัดบอกไฟเริ่มดังแข่งกันอึงอล เด็กเล็กวิ่งแจ้นไปอาบน้ำแต่งตัวเพราะจะได้ออกไปลอยกระทง เล่นประทัดให้สนุกไป ฝ่ายผู้ใหญ่ก็เดินจุดผางประทีปโคมไฟส่องแสงวอมแวมรอบบ้าน
ผางประทีปคือถ้วยเล็กๆ ทำด้วยดินเผาบรรจุเชื้อเพลิงซึ่งโดยมากมักจะเป็นขี้ผึ้ง เอาไว้จุดให้แสงสว่างในเวลาค่ำคืน หากใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาก็มักจะจุดเป็นพุทธบูชาหรือบูชาสืบชะตาต่ออายุ หากในเทศกาลยี่เป็งก็มีเรื่องเล่าตามคัมภีร์อานิสงส์ผางประทีปกล่าวถึงที่มาของผางประทีปว่า
ในอดีตกาลมีแม่กาเผือกกำลังกกไข่อยู่บนต้นไม้ใกล้ฝั่งน้ำ ทันใดนั้นก็มีพายุใหญ่พัดมา รังกาก็กระจัดกระจาย ไข่กาทั้ง 5 ฟองก็ตกลงแม่น้ำแล้วไหลไปตามน้ำเชี่ยว แม่กาเผือกนั้นเมื่อเห็นลูกๆ พลัดพรายกันไปคนละทิศละทางก็ออกตามหา แต่ก็ไม่พบ แม่กาเสียใจมากจึงตรอมใจตาย ได้ไปเกิดเป็นพกาพรหมอยู่บนสวรรค์
ส่วนไข่กาทั้ง 5 ฟองนั้น เมื่อไหลไปตามลำน้ำก็มีแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค แลหญิงซักผ้าเก็บไปเลี้ยง ไข่กาทั้ง 5 ฟอง เมื่อแตกออกก็กลายเป็นเด็กน้อย เมื่อทั้ง 5 เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มก็ได้ออกบวชไปอยู่ป่า และได้มาเจอกันโดยบังเอิญ ก็ได้ไถ่ถามความเป็นมาของกันและกัน จึงรู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นพี่น้องกัน ทั้ง 5 คนอยากจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ให้กำเนิดตน แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักแม่ของตน กุศลนั้นจึงไปไม่ถึง ร้อนถึงท้าวพกาพรหมต้องลงมาพบ และเอาฝ้ายมันติดกันเป็นเกลียวแล้วดึงออก มีลักษณะเหมือนตีนกาแล้วบอกให้ลูกๆ ทั้ง 5 คนนั้น เอาไปใส่ผางน้ำมันแล้วจุดประทีปบูชา กุศลนั้นก็จะส่งถึง
ฝ่ายหนุ่มน้อยผู้เป็นลูกทั้ง 5 คนนั้นก็ได้บำเพ็ญบารมีจนได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ อันได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตมะ และพระอริยเมตไตรย ตามชื่อแม่สัตว์ที่นำไปเลี้ยง
ดังนั้นในคืนยี่เป็งจะมีการเทศน์คัมภีร์อานิสงส์ผางประทีป ใครได้ฟัง ได้จุดผางประทีปบูชาก็จะได้อานิสงส์ผลบุญแรง ทำให้ชีวิตอยู่ร่มเย็นเป็นสุข
แต่ถ้าจะจุดผางประทีปอย่างเดียว ลมหนาวที่พัดโชยก็อาจจะทำให้ไฟนั้นดับลง จึงคิดประดิษฐ์โคมขึ้นมาครอบไว้ป้องลม
โคมมีหลายประเภทและทำมาจากวัสดุหลายชนิด โคมผัด มักจะดึงดูดความสนใจของเด็กได้มากเป็นพิเศษ เพราะเวลาที่ความร้อนจากเปลวเทียนที่อยู่ข้างในทำให้โคมหมุนได้นั้น ก็จะเกิดเงาของภาพที่ซ่อนอยู่ด้านในหมุนไปตามไปด้วย เด็กๆ มุงดูกันด้วยความสนุกสนานไม่น้อย บางทีเงาที่เห็นก็เป็นรูปสัตว์ประจำปีเกิดหรือที่เรียกว่าตั๋งเปิ้ง บางทีก็จะเป็นรูปตางๆ มากมาย ดูแล้วก็เกิดจินตนาการไปไกล
บางบ้านก็ลงทุนทำโคมค้างไว้หน้าบ้าน ขึ้นโครงโคมไฟด้วยไม้ไผ่แล้ว ปะกระดาษ ทำลวดลายต่างๆ นานา บางทำเป็นโคมรังมดส้ม ปะด้วยกระดาษแก้วหลายสี บ้างทำเป็นรูปดาวใช้กระดาษสาปะ ไว้แล้วตกแต่งเป็นลวดลายสวยงาม บางทำเป็นรูปหมี รูปไก่ รูปเครื่องบิน อะไรก็ตามแต่จะเห็นว่างาม เป็นการประกวดประชันกันในที
บ้างก็อาจจะเอาโคมรังมดส้มหลายใบมาต่อกันเป็นสายลงมา ประดับประดาตกแต่งด้วยริ้วกระดาษให้เป็นพู่ ใครเห็นก็ชมเปาะว่าสวย ยิ่งจุดไฟในยามค่ำคืนเดือนเพ็ญ แสงไฟจากโคมบนดินก็สว่างไสว แสงไฟจากโคมลอยที่ปล่อยขึ้นฟ้า ก็ระยิบระยับ ราวกับดวงดาวที่รวมตัวกันเป็นสายบนทางช้างเผือก
ในเทศกาลยี่เป็ง ทุกที่จึงสวยงามและมีเสน่ห์ด้วยสีสันและแสงไฟเช่นนี้ แม้อากาศจะหนาวยะเยือก แต่ความสนุกอุ่นงันในหัวใจก็กลับความหนาวเย็นนั้นให้หมดไปเสียสิ้น