|
หมอเมือง ภูมิปัญญาการรักษาพยาบาล
ธิตินัดดา จินานจันทร์ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
บทความจาก หนังสือ บันทึกคนบันทึก "หอมกลิ่นแผ่นดินเกิด" หอมกลิ่นแผ่นดินเกิด หมอเมือง ภูมิปัญญาการรักษาพยาบาลแต่ดั้งเดิม กาดเมือง – กาดหมั้ว เปลวประทีบไหว ใต้เงาโคม ร่วมบรรเลงเป็นเพลง ทำนองหวาน แกว่งไกวชายไหว ตามสายลม ฟ้อนเชิงเชิง ฟ้อนหนุ่มล้านนา
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เวลาไม่สบาย เป็นไข้ตัวร้อน ออกตุ่มออกฝี แม่จะไปเชิญพ่อเลี้ยงหมอยาประจำหมู่บ้านมาเป่ากระหม่อมแล้วฝนยาให้กิน ยาที่ได้จากเนื้อไม้ฝนรวมกันหลายชนิดและผสมน้เล็กน้อยนั้นฝาดขมจนหน้าเบ้ แต่พอมือใหญ่ของพ่อหมอที่เอื้อมมาลูบศีรษะแล้วเป่ากระหม่อมเพี้ยงใหญ่ ความร้อนจากไข้ก็ดูจะบรรเทาเบาบางลง
พ่อหมอผมขาว หน้าตาใจดี มักจะใส่เสื้อผ้าป่านคอกลมสีขาวนวล มีผ้าพาดบ่า คีบรองเท้าแตะ เวลาเดินส้นรองเท้าก็จะดีส้นดังแปะๆ พ่อหมอมีจักรยานผู้ชายคันเก่าๆ อยู่คันหนึ่ง เวลาใครมาขอให้ไปเป่าคนไข้ พ่อหมอก็จะถีบรถถีบช้าๆ มีเสียงโซ่ดังแกรกๆ ไปตามถนนแคบๆ ตรงไปบ้านคนป่วย
พอรักษาจนหายดี พ่อหมอก็ไม่เรียกค่ารักษามากมาย นอกจากค่าครูไม่กี่บาทและสรวยดอกใส่ดอกไม้ธูปเทียนบูชาครู แต่คนไข้ก็มักจะเอาผลไม้ของแห้งไปดำหัวให้พ่อหมอถึงบ้าน
พอถึงปีใหม่เมือง วันพญาวัน บรรดาคนไข้ที่เคยไปรักษากับพ่อหมอก็จะพากันไปรดน้ำดำหัวสูมาคารวะพ่อเลี้ยงหมอยาเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของครอบครัว
ก่อนที่การสาธาณสุขของรัฐจะเข้ามามีบทบาทในสังคมล้านนาและสังคมไทยทั่วประเทศนั้น หมอเมืองมีความสำคัญกับคนในชุมชนมาตั้งแต่อดีต เพราะเป็นผู้ที่มีความสามารถในทางการแพทย์ เป็นผู้ที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับคนทั้งชุมชน ผู้ที่จะเป็นหมอเมืองได้นั้นต้องมีคุณสมบัติหลายประการ เช่น ต้องเคยบวชเรียนมาแล้ว มีความสามารถทั้งด้านพุทธ พิธีกรรม อักษรศาสตร์ รวมไปถึงไสยศาสตร์ด้วย หรือบางคนอาจจะเกิดมาในฤกษ์ที่เหมาะจะเป็นหมอ ก็จะร่ำเรียนจนได้เป็นหมอก็มี
นอกจากนั้น ถ้าใครเป็นทายาทของพ่อหมอมาก่อน ก็จะได้สืบทอดวิชาแพทย์ไป หรือบางคนสมัครใจเป็นศิษย์ได้รับใช้ใกล้ชิดกับผู้เป็นหมอ เมื่อได้ฝึกฝนเรียนรู้จนชำนาญก็สามารถเป็นหมอได้ แต่พ่อหมอบางคนก็หวงวิชา ไม่ยอมถ่ายทอดวิชาให้ใคร เก็บวิชาไว้จนตายไปกับตัวก็มีเหมือนกัน นอกจากนั้นก็อาจจะเป็นผู้ที่มีบุญมาเกิด หรือผู้ที่ได้ตัวยามาโดยบังเอิญ เช่น ผีหรือเทวดาบอกมาก็มีสิทธิ์เป็นหมอเมืองได้เหมือนกัน
การรักษาพยาบาลของหมอเมืองนั้น เป็นการรักษาที่ถือหลักการรักษาควบคู่กันไปทั้งกายและใจ และนับถือครูหมอเป็นสำคัญ ดังนั้น พ่อหมอจะไม่รับค่ารักษานอกเสียจากค่าครูเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ หมอเมืองในชุมชนชนบทจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่ให้การรักษาพยาบาล แต่ยังเป็นกำลังใจเป็นศูนย์รวมทางใจของคนในชุมชนอีกด้วย หมอเมืองจึงได้รับการเคารพนับถือจากคนในชุมชนเท่าเทียมกับญาติผู้ใหญ่เลยทีเดยว
การรักษาพยาบาลของหมอเมืองจะเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ดูว่า ผู้ป่วยนั้นไปทำอะไรที่ผิดรีตผิดรอยมาหรือเปล่า โดยการดูเมื่อ ว่าถ้าคนไข้เคยไปทำอะไรที่ผิดประเพณี ผิดจารีต ก็จะให้ไปแก้ ถือว่าเป็นชั้นตอนหนึ่งของการรักษา จากนั้นจึงจะรักษาโดยใช้สมุนไพร เป่ากระหม่อม การนวด การประคบ หรือวิธีการอย่างอื่นใดก็แล้วแต่กรณี แล้วแต่ลักษณะโรคหรืออาการบาดเจ็บ
ด้วยเหตุนี้ หมอเมืองจึงแยกออกเป็นหลายประเภท ทั้ง หมอเมื่อ ที่ชำนาญในการดูฤกษ์ยาม การทำนายโชคชะตาราศี หมอเป่า หมอยา หมอนวด เป็นต้น นอกจากนั้น หากใครแข้งขาหัก ก็จะไปหา หมอขวากซุย ที่จะรักษาพยาบาลเข้าเฝือกที่ประดิษฐ์มาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน เรียกว่ากระบวนการรักษาของหมอเมืองนั้นอิงธรรมชาติในการรักษาแทบทุกขั้นตอนเลยทีเดียว
แม้ว่าในช่วงหนึ่งหลังจากที่การสาธารณสุขของรัฐเข้ามาสร้างมาตรฐานในการรักษาพยาบาลเสียใหม่ ทำให้ความนิยมในการรักษากับหมอเมืองลดลงไปอย่างมากนั้น แต่สำหรับในชุมชนชนบทแล้ว หมอเมืองก็ยังเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อชุมชนอยู่มากทีเดียว
และในปัจจุบัน วิถีชีวิตรวมทั้งความคิดความเชื่อในการรักษาพยาบาล ได้เริ่มหวนกลับไปสู่การรักษาแบบพื้นบ้านอีกครั้ง ความรู้ความสามารถของหมอเมืองจึงเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งนัก เพราะแม้ว่าเทคโนโลยีการแพทย์แผนปัจจุบันจะก้าวไปไกลถึงไหนต่อไหนก็ตามแต่ แต่สิ่งหนึ่งที่เครื่องไม้เครื่องมือการแพทย์สมัยใหม่ทำไม่ได้ก็คือ “การรักษาใจ” ของคนไข้นั่นเอง