กลับหน้าแรก สล่าล้านนา
รวมพล สล่าเมือง
lanna  wisdom School 
Artisan
Contact  Salah
About web site
Great Teacher of Craftsman
Tale of Lanna
About Salahlanna Group
Site  map
Lanna Trand
Lanna Art
Lanna Gallery

ป้อครู จันทร์ตา เลาคำ 
 
                                                               ประวัติพ่อครูจันทร์ตา เลาคำ

                                 นายอินตา เลาคำ เป็นนามที่ใช้ในบัตรประชาชน แต่ชื่อในการแสดงได้ใช้ชื่อว่า
                      จันทร์ตา เลาคำ ได้เกิดวันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2496 ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ บ้านตีนธาตุ หมู่ 4
                      ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าวจังหวัดเชียงใหม่ นายอินตา เลาคำ ได้รับการศึกษาในระดับ
                     ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านสันกลาง ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และ
                    ได้ทำการสมรสกับ นางประพิน ก๋าใจ ซึ่งได้ทำอาชีพการตัดเย็บเสื้อผ้า โดยมีบุตรด้วยกัน 1 คน
                     ชื่อ นางสาวจิราภรณ์ เลาคำ ปัจจุบันได้พักอยู่บ้านเลขที่ 81/1 หมู่ 10 ตำบลดอนแก้ว
                     อำเภอแม่ริม  จังหวัดเชียงใหม่

     นายอินตา เลาคำ เป็นบุตรชายของ นายสุข เลาคำ และนางแสง เลาคำ และมีพี่น้องร่วมสายเลือดทั้งหมด 8 คน คือ นางบัวเร็ว เลาคำ , เด็กชายประพันธ์ เลาคำ (เสียชีวิตแล้ว) , นายอินตา เลาคำ , นางสมเพชร จินดามัง , นางยุพิน แจ้งสว่าง , นายประสิทธิ เลาคำ (คือปั๋นแก้ว เลาคำ ช่างซอ) , นางพิมพ์พร เลาคำ (เสียชีวิตแล้ว) และนางหงษ์คำ เลาคำ ซึ่ง นายอินตา เลาคำ เป็นบุตรคนที่ 3 มีอุปนิสัยที่รักการแสดง ศิลปะ และการขับร้อง ขับซอ เป็นชีวิตจิตใจ มีนิสัยอ่อนโยน มีเหตุผล เอาจริงเอาจังกับงาน เป็นคนตรงไปตรงมาไม่ชอบอ้อมค้อม และรักความยุติธรรมเป็นที่สุด

      นายอินตา เลาคำ ได้เกิดกับครอบครัวที่มีฐานะยากจน พ่อแม่มีอาชีพทำนา ทำไร รับจ้างทั่วไป แต่ด้วยความชอบและรักในการแสดงร้องรำทำเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ทุกวันเวลาไปทำนา ทำไร่ หรือทำงาน นายอินตา จะหิ้ววิทยุทรานซิสเตอร์ไปด้วยทุกครั้งไม่เคยขาด นอกจากเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยน และยังขยันช่วยพ่อแม่กตัญญูรู้คุณ พอถึงหน้าทำนา นายอินตา ก็จะไปเป็นลูกจ้างเลี้ยงควาย โดยจะต้องตื่นเวลา 5.00 น.ทุกวันเพื่อขี่ควายไปส่งให้นายจ้างที่ทุ่งนาแล้วกลับไปเก็บมูลควายให้สะอาด จากนั้นจึงกินข้าวอย่างเร่งรีบเพื่อให้ทันไปรับควายมาเลี้ยง พอถึงเวลาเที่ยงก็นำควายกลับให้นายจ้างได้ใช้ไถนา จากนั้นต้องกลับมานำฟืนทำกองไฟเพื่อสุมให้ควายกันเลือบ ยุง พอตกเย็นก็ไปรับควายกลับบ้าน ทำอย่างนี้ตลอดระยะเวลาจนทำนาเสร็จประมาณ 1 เดือน หรือเดือนครึ่ง ก็จะได้ค่าจ้างเป็นข้าวเปลือก 5 กระบุง และช่วงของการทำนา นายอินตาก็จะใช้เวลาว่างหรือในช่วงเที่ยงที่เลี้ยงควายทำเบ็ดตกปลาไปด้วย เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่อีกทางหนึ่ง เป็นอย่างนี้ตลอดทั้งปี และเป็นประจำทุกปี

     เมื่ออายุได้ 11 ปี นายอินตา เลาคำ ได้จบการศึกษาจากชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 4 พ.ศ. 2509และได้ออกมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา ประกอบกับฐานะพ่อแม่ยากจน ครอบครัวจึงไม่มีใครมีโอกาสเล่าเรียนถึงมัธยมปลาย จนอายุได้ 18 ปี ได้ทราบว่ามีเพื่อนในหมู่บ้านเดียวกันไปเรียนการขับซอกับคุณแม่คำปัน เงาใส ศิลปินอาวุโส ชื่อดังแห่งบ้านทุ่งหลวง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งด้วยความชอบ และรักในการแสดง จึงได้เข้าไปขอเป็นศิษย์กับคุณแม่คำปัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2515 ในการเรียนช่วงแรกก็มีปัญหาเสียงไม่ดี แต่ด้วยความรักที่จะเป็นศิลปิน จึงหันมาฝึกการแสดงนายอ่าย (ตัวตลก) ซึ่งในตอนนั้นนายอ่ายที่มีชื่อเสียงคือ พ่อบุญตัน ชือทัศ อยู่บ้านหนองไคร่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยแม่ครูเป็นผู้แนะแนว และติตามดูการแสดงมาโดยตลอด พร้อมกันนั้น พ่อบุญตัน ยังได้ทำการฝึกหัดการเป่าปี่ให้กับแม่ครูคำปันอีกทางหนึ่งด้วย

                   
      นายอินตา เลาคำ ได้อยู่รับใช้แม่ครูมาจนอายุได้ 25 ปี จึงได้ทำการสมรสกับนางประพิน ก๋าใจ และได้ย้ายตัวเองไปอยู่กับภรรยาที่บ้านหนองบัว อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ แต่ก็ยังไม่เลิกจากการแสดง ยังคงพยายามฝึกฝนมาตลอด พอเสียงดีขึ้นมาจึงได้หันมาศึกษาการขับซออย่างจริงจัง และเริ่มมีลูกศิษย์เป็นของตนเองคือนายประสิทธิ์ เลาคำ (น้องชาย) เมื่อสอนนายประสิทธิ์ (ปั๋นแก้ว ช่างซอ) ให้เป็นศิลปินจนเป็นที่รู้จักของประชาชนอย่างแพร่หลาย ต่อมาก็มีผู้สนใจมาขอเข้าเป็นศิษย์เรื่อยมามีทั้งผู้ที่สามารถเรียนรู้จนจบสิ้นกระบวนการและผู้ที่ยังไม่จบ ในปี 2519 นายอินตา เลาคำได้ร่วมกับเพื่อนๆที่เป็นศิษย์แม่ครูเดียวกัน จัดตั้งละครซอขึ้นมา

    1 วง โดยใช้ชื่อคณะพร้าวล้านนา
       นายอินตา เลาคำ รับหน้าที่เป็นผู้กำกับการแสดง และเขียนบท แต่การแสดงก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จนปี 2525 วงก็ล้ม จากนั้นจึงได้กลับไปประกอบอาชีพทำสวนกะหล่ำ และสวนกระเทียมที่บ้านหนองบัว ควบคู่ไปกับการแสดง แต่การแสดงก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด จนกระทั่งในปี 2528 แม่ครูคำปัน เงาใส ได้เสียชีวิตลง นายอินตา เลาคำ จึงคิดที่จะเอาดีทางด้านการเกษตรในการปลูกหอมขาว หอมแดง ปลูกกระหล่ำ ตลอดมา ในระยะนี้งานแสดงซอก็ห่างมาก จนปี 2532 นายมานพ เมืองพร้าว เพื่อนของนายอินตา เลาคำ ซึ่งเป็นศิลปินชื่อดัง ก็มาชักชวนให้เข้าร่วมกับคณะศรีสมเพชร 2 เพื่อแสดงเป็นตัวตลก ทำให้นายอินตา ได้มีโอกาสกลับเข้าสู่การแสดงอีกครั้ง จากนั้นการแสดงก็เพิ่มมากขึ้น

      ปี 2534 จึงได้มีโอกาสร่วมวงกับบุญศรี รัตนัง ซึ่งเป็นคู่สำรอง พอถึงปี 2537 ก็ลาออกจากวงละครซอศรีสมเพชร 2 และได้ร่วมงานกับบุญศรี รัตนัง จัดตั้งวงละครซอขึ้นอีกครั้ง โดยใช้ชื่อคณะบุญศรี รัตนัง ซึ่งทำเป็นวงละครซอควบคู่กับดนตรีลูกทุ่งวงใหญ่ มีลูกสมาชิกทั้งหมด 42 คน โดยนายอินตา เลาคำ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการวง และคิดหาวิธีพัฒนาการแสดงต่างๆ โดยการนำเอากลองสบัดชัย และกลองปู่เจ่ กลองตึ่งนง และกลองมองเซิงเข้ามามีบทบาทควบคู่ไปกับการขับร้องเพลงลูกทุ่งคำเมือง จนทำให้บุญศรี รัตนัง ได้เป็นนักร้องพระพิฆเนศทองพระราชทานขึ้นในปี 2539 ส่งผลให้การแสดงเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่นั้นมา จนมาถึงปี 2544 บุญศรี รัตนัง เกิดอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดอาการวูบ มือเท้าชาจนเดินไม่ได้ อาการดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงที่กำลังทำการแสดง ในที่สุดจึงต้องประกาศยุบวงในวันที่ 20 พฤษภาคม 2544

      นายอินตา เลาคำ จึงได้มาร่วมกับคุณแม่บัวซอน ถนอมบุญ ตั้งคณะละครซอใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า คณะดาวล้านนา มีสมาชิกเกินกว่า 20 คน ซึ่งได้รวบรวมลูกศิษย์และเพื่อนๆเข้ามามีส่วนร่วมในคณะละครซอดังกล่าว โดยนายอินตา เลาคำ เป็นผู้ควบคุมวง และการแสดงทั้งหมด

       ด้านประวัติการแสดงและการทำงาน ได้ร่วมกับสถาบันราชภัฎเชียงใหม่ ไปแสดงซอในงานวัฒนธรรมแห่งชาติ 4 ภาค ที่จังหวัดนครราชสีมา (จำพ.ศ.ไม่ได้) และร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไปจัดแสดงดนตรี เพื่อต่อต้านภัยเอดส์ทั่วภาคเหนือ โดยแสดงซอ และดนตรีในงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติและนาฎชาติที่ท้องสนามหลวงในปี 2540 ต่อมาได้รับให้ไปแสดงซอและดนตรีในงานวัฒนธรรมแห่งชาติและนาฎชาติที่จังหวัดบุรีรัมย์ในปี 2541 ปีถัดมา 2542 ก็ได้รับการแดสงซอและดนตรีในงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติและนาฎชาติที่จังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นได้รับแสดงในงานวัฒนธรรมแห่งชาติและนาฎชาติที่จังหวัดกระบี่ในปี 2543 และในงานเดียวกันที่จังหวัดเชียงรายในปี 2544 นอกจากการแสดงแล้ว นายอินตา เลาคำ ยังเป็นกรรมการผ้าป่าช่วยชาติ ของหลวงตามหาบัว และเป็นกรรมการการศึกษาโรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นวิทยากรสอนซอให้กับโรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ เป็นวิทยากรสอนซอเบื้องต้นให้โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งเป็นวิทยากรสอนซอให้นักเรียนบ้านหัวดง อำเภอสารภี ล่าสุดเป็นวิทยาสอนซอที่โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา โดยจะทำการสอนในวันเสาร์และอาทิตย์ และเป็นวิทยากรสอนซอที่โรงเรียนต้นรุง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากการเป็นวิทยากรสอนซอนอกสถานที่แล้ว นายอินตายังรับสอนลูกศิษย์ที่สนใจเข้ามารับการสืบทอดที่บ้านของนายอินตาเองอีกด้วย

ด้านผลงานของนายอินตา เลาคำ ได้บันทึกเทปซอเพื่ออนุรักษ์ป่า เรื่องเก็บนก และร่วมกับแม่บัวซอน ถนอมบุญ ครูภูมิปัญญารุ่นที่ 1 นำเอาองค์ความรู้ไปเผยแพร่ต่อในโรงเรียนและนอกโรงเรียน หรือตามอัธยาศัย เช่นโรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม อำเภอแม่แตง เด็กที่บ้านหัวดง อำเภอสารภี เด็กพิการทางตาในโรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ โรงเรียนบ้านสันยาว อำเภอพร้าว และเด็กที่มาเรียนตามอัธยาศัย อีกประมาณ 8-9 คน และผลงานการประพันธ์บทซอ เช่น ซอยักษ์ตาเดียว ซอรถซิ่ง ซอสมัยเก่ากับสมัยใหม่ ซอเรื่องสังขาร ซอเรื่องทศพิศราชธรรม 10 ประการ ซอถวายพระพร 12 สิงหามหาราชินี ซอพระคุณของแม่ ซอถวายพระพร 5 ธันวามหาราช ซอเรื่องของเหล้า 6 ประการ ซอเรื่องเหล้า 5 เลือด เป็นต้น

      ด้านการแต่งประพันธ์บทซอ สามารถสาธิตซอได้ทุกทำนอง ทั้งที่มีความสนุกสนาน และเป็นคำสอน พร้อมสอดแทรกเนื้อหาสาระเพื่อเป็นการโน้มน้าวจิตใจของเด็กรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจและศึกษาศิลปะวัฒนธรรมของเก่า และเพื่อให้มองเห็นคุณค่าของศิลปะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และยังเป็นการชี้ให้เห็นถึงผลดีและผลเสียที่สอดแทรกเข้าไปในบทซอ เช่นบทซอที่ชี้ให้เห็นถึงมหันตภัยของสิ่งเสพติด

      กระบวนในการสืบทอดนั้นก็จะเริ่มจากการเขียนบทซอเพื่อเป็นแบบอย่าง แล้วนำไปบันทึกเทปที่มีทั้งเทปเสียงดนตรีอย่างเดียว (เสียงปี่) และเทปที่มีเสียงร้องตามเนื้อบทซอที่แต่งไว้ เป็นแม่แบบ จากนั้นจึงนำบทซอนั้นพิมพ์เพื่อให้ผู้ที่มารับการสืบทอดหัดร้องตามเสียงเทปควบคู่กับเนื้อร้องที่แต่งขึ้น ในการฝึกต้องฝึกกับเทปอย่างนี้หลายๆรอบ จนสามารถจำทำนองได้ขึ้นใจ และเข้าทำนองอย่างถูกต้องแล้วให้หัดร้องเข้ากับดนตรี (ซาวดนตรี) เมื่อทำได้คล่องดีแล้วก็จะทำการสอนการยืดหยุ่นของลมหายใจ และการวางน้ำหนักของเสียงต่อไป ด้านผู้ได้รับการถ่ายทอดนั้นเท่าที่ผ่านมาได้ไปประกอบอาชีพเป็นศิลปินจนมีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น นายประสิทธิ์ เลาคำ นายสุวรรณ ดอนแก้ว นางสาวพัชลี จอมกิติ นักเรียนสอนคนตาบอด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น เมื่อได้รับการสืบทอดจนสามารถถ่ายทอดให้กับผู้อื่นได้แล้ว จึงได้นำเอาองค์ความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดให้กับผู้อื่นต่อไป อย่างเช่น โรงเรียนแม่หอพระ อำเภอแม่แตง มีผู้ถ่ายทอดคือ อาจารย์ภัทรพงค์ ไชยสุภา ซึ่งได้นำไปถ่ายทอดต่อให้แก่นักเรียน และอาจารย์ใหญ่โรงเรียนโป่งกุ่ม ก็ได้นำไปถ่ายทอดต่อให้กับนักเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นต้น

       ด้านการเผยแพร่ผลงานต่อสังคม ได้เข้าร่วมงานกิจกรรมทั้งภาคเอกชนและภาครัฐเป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง ซอกับศาสนา และยังเป็นวิทยากรในการจัดค่ายพัฒนาอัจฉริยภาพนักเรียนด้านดนตรี อีกทั้งเข้าร่วมพิธีไหว้ครูกับชมรมพื้นบ้านล้านนาทุกๆปี ได้เข้าร่วมกิจกรรมสืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาล้านนา และยังเป็นสมาชิกเครือข่ายการศึกษาไทย ได้เข้าร่วมเสวนาทางวิชาการ และพิธีรดน้ำดำหัวกับสำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฎเชียงใหม่ การเป็นกรรมการตัดสินการประกวดซอในงานสืบสานล้านนา และได้ร่วมแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านในงานอเมซิ่งไทยแลนด์ ร่วมแสดงซอถวายพระพร 5 ธันวามหาราช และร่วมแสดงซอถวายพระพร 12 สิงหามหาราชินี ที่ ททท ช่อง 11 นอกจากนั้นยังได้จัดประกวดซอพื้นเมืองระดับเยาวชนที่โรงเรียนแม่หอพระวิทยาคม และไปแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านในงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติและนาฎชาติ ในหลายๆจังหวัด ตั้งแต่ปี 2540 ถึง ปี 2544 และได้เสนอผลงานทางวิชาการกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังได้มีโรงเรียนมงฟอร์ต วิทยาลัย ได้ทำหลักสูตรนำร่องการสอนเพลงซอพื้นบ้าน เข้าไปในหลักสูตรระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการร่างหลักสูตร และหากการตรวจสอบหลักสูตรเป็นไปตามโครงการที่วางไว้ก็จะทำการเชิญศิลปินช่างซอไปสอนต่อไป


เกียรติคุณและรางวัลที่เคยได้รับ

1. เกียรติบัตรจากสำนักงานการประถมศึกษา อำเภอแม่แตง ได้สนับสนุนและส่งเสริม
    ศิลปะวัฒนธรรมเพลงซอพื้นบ้าน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540

2. เกียรติบัตรจากคณะสงฆ์ อำเภอแม่ริม ในการส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมตามโครงการ
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2542

3. เกียรติบัตรจากสถาบันราชภัฎเชียงใหม่ที่เข้าร่วมแสดงซอและดนตรีพื้นบ้าน วันที่ 7 ธันวาคม 2542

4. เกียรติบัตรจากโรงเรียนสามัคคีวิทยาที่ได้ช่วยเหลือกิจกรรมของโรงเรียน

5. เกียรติบัตรจากสถาบันราชภัฎเชียงใหม่ ในการให้ความร่วมมือแสดงดนตรีพื้นบ้าน (ซอ)
    ในงานเทอดพระเกียรติครูการศึกษาพิเศษของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2542

6. เกียรติบัตรจากวิทยาเขตอินทนนท์จัดค่ายพัฒนาจัดค่ายอัจฉริยะนักเรียน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2544

7. โล่เกียรติยศ นักแสดงยอดเยี่ยมระดับจังหวัด วันที่ 5 เมษายน 2545


ผลงานการประพันธ์

1. เขียนหนังสือศิลปะล้านนา (จ๊อยซอ)

2. เขียนหนังสือ ปี่จุม

3. ประพันธ์บทซอ ดาปอยบวช (ทำนองตั้งเจียงใหม่ จะปุ หละม้าย)

4. ประพันธ์บทซอ ดาปอยเข้าสังฃ์ (ทำนองตั้งเจียงใหม่ จะปุ หละม้าย)

5. ประพันธ์บทซอ สมัยเก่ากับสมัยใหม่ (ทำนองตั้งเจียงใหม่ จะปุ หละม้าย)

6. ประพันธ์บทซอ สังขาร (ทำนองอื่อ)

7. ประพันธ์บทซอ ยักษ์ตาเดียว (ทำนองหละม้าย)

8. ประพันธ์บทซอ สั่งเมีย (ทำนองหละม้าย อื่อ)

9. ประพันธ์บทซอ มันหยดติ๋ง (ทำนองหละม้าย)

10. ประพันธ์บทซอ ไก่ชนเดิมพัน (ทำนองหละม้าย)

11. ประพันธ์บทซอ ชีวิตกับธรรมะ (ทำนองตั้งเจียงใหม่ หละม้าย)

12. ประพันธ์บทซอ เกี้ยวชาย-หญิง (ทำนองตั้งเจียงใหม่ หละม้าย)

13. ประพันธ์บทซอ โทษของเหล้า (ทำน้องหละม้าย)

14. ประพันธ์บทซอ อนุรักษ์สิงแวดล้อม (ทำนองอื่อ)

15. ประพันธ์บทซอ ครอบครัวสดใสห่างไกลยาเสพติด (ทำนองอื่อ)

16. ประพันธ์บทซอ พระคุณของแม่ (ทำนองอื่อ)

17. ประพันธ์บทซอ ถวายพระพร 20 สิงหามหาราชินี (ทำนองพม่า)

18. ประพันธ์บทซอ ถวายพระพร 5 ธันวามหาราช (ทำนองพม่า)

19. ประพันธ์บทซอ วัฒนธรรม (ทำนองตั้งเจียงใหม่ จะปุ หละม้าย)

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณ ศุภนิจ ไชยวรรณ nok58@hotmail.com